เจี่ยมู่พาหนิวซื่อและพวกพ้องเดินทางอย่างเชื่องช้ามาเจ็ดวัน ในที่สุดก็ลอบมาถึงหน้าประตูเมืองหลวงกลางดึก
ฟ้ามืดสนิท มีเพียงดวงจันทร์สว่างเจิดจ้าลอยอยู่บนฟ้า มองจากที่ไกลเห็นเพียงเงาดำทะมึนของประตูเมืองตั้งตระหง่านสูงใหญ่ ดูน่าเกรงขามไม่น้อย
สมแล้วที่เป็นนครเสินจิง เพียงประตูเมืองอันสูงตระหง่านก็เกินกว่าเมืองทหารเหลียวตงจะเทียบได้แล้ว
แต่ยามนี้เจี่ยมู่กลับเกิดความคิดอีกอย่างขึ้นมา เขายกมือสั่งให้ขบวนหยุด ก่อนหันไปเอ่ยกับองครักษ์ติดตามสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลัง
“ทุกคนสวมเกราะหนัก”
คนที่ติดตามเขาล้วนเป็นทหารกล้าผ่านศึกมานับร้อย ต่างจากแม่ทัพอย่างหลี่เจิ้งและจางหย่วน พวกเขาไม่คิดซับซ้อน แม่ทัพสั่งอย่างไรก็ทำตามนั้น
พวกเขาตรงไปหยิบเกราะแผ่นหนักจากรถล่อท้ายขบวนมาสวมใส่ การเคลื่อนไหวรวดเร็วคล่องแคล่ว
เจี่ยมู่นั่งอยู่บนหลังม้า ความคิดในใจแจ่มชัดยิ่ง
คราวนี้เขารับพระบัญชาให้กลับเมืองหลวง ในราชโองการระบุชัดว่าให้กลับมารายงานหน้าที่ก่อน แล้วจึงจะมีการจัดสรรตำแหน่งใหม่
เขาพกทั้งราชโองการจริงและป้ายไฟจากกรมกลาโหมไว้ในอก ตามธรรมเนียมแล้ว หากเดินทางกลางดึกเพื่อกิจด่วน ย่อมสามารถข้ามข้อห้ามยามวิกาลและเปิดประตูเมืองได้
อีกทั้งองครักษ์จำนวนมาก อาวุธยุทโธปกรณ์ และม้าทั้งหมดต้องพักอยู่นอกเมือง ห้ามเข้าเมืองโดยเด็ดขาด มีเพียงองครักษ์ใกล้ชิดสี่คนที่พกดาบสั้นติดตามได้
แต่เขาจงใจไม่ทำตามธรรมเนียม อยากลองหยั่งเชิงดูสักครั้ง
ยามนี้ราชสำนักกำลังเผชิญสถานการณ์อำนาจสองฝ่ายคานกัน พระเจ้าหย่งหลงเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ส่วนผู้เฝ้าประตูเมืองหลวงคือกองทหารรักษานครทั้งเจ็ดสิบสองกอง ซึ่งขึ้นกับกองทัพรักษานครหลวงของหวังจื่อเถิง
แต่แท้จริงแล้วพวกเขาจะฟังพระราชดำรัสหรือไม่ ในใจภักดีต่อผู้ใดกันแน่ ไม่มีใครตอบได้
กองทัพรักษานครหลวงเทียบกับกองทัพชายแดนไม่ได้ คนเหล่านี้สืบทอดหน้าที่เฝ้าประตูนครเสินจิงมาหลายชั่วอายุคน ไม่ต่างจากตำแหน่งขุนนางที่สืบทอดกันมา
หากกล่าวให้ไม่น่าฟังก็คือสืบทอดกันอย่างลับๆ ทั้งมีทรัพย์สินหนุนหลังและสายสัมพันธ์ซับซ้อน แม้อยู่ไกลถึงหัวเมืองชายแดนก็ยังได้ยินเรื่องเล่าของทหารลูกผู้ดีเหล่านี้
