ลู่เยวียนมองนางด้วยสายตาฉงน
เจียงจือยิ้มอย่างกระดากอาย “ขามาเพื่อไม่ให้ผู้ใดมองออกว่าข้าน้อยเป็นใคร จึงไม่ได้ใช้รถม้าของที่บ้าน ตอนนี้คนขับรถที่เรียกมาเป็นการชั่วคราวคงรอไม่ไหวจนกลับไปแล้ว หากจะไปเทียมรถม้าใหม่ก็ต้องเสียเวลาอีกไม่น้อย ข้าน้อยอยากไปแขวงเป่ยหลีสักหน่อย จึงขอรบกวนท่านลู่ช่วยเหลือด้วยเถิด”
แขวงเป่ยหลีอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ขี่ม้าไปไม่นานก็ถึง
เมื่อคิดว่าวันนี้เจียงจือออกมาเพราะตน ลู่เยวียนจึงไม่ปฏิเสธ “ได้ หากเจ้าไม่รังเกียจก็ไปกันเถิด”
เมื่อมาถึงหน้าร้านเสียวฟางจวี๋ เจียงจือจึงเข้าใจว่าทำไมลู่เยวียนถึงเอ่ยกับนางว่า “หากไม่รังเกียจ”
สิ่งที่เขาขี่มาไม่ใช่รถม้า หากเป็นม้าดำตัวหนึ่งที่แข็งแรงปราดเปรียวและขนเป็นมันเงา
หรือว่านางต้องนั่งม้าตัวเดียวกับเขา?
เจียงจือลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว
วันนี้เป็นโอกาสหาได้ยากที่นางจะเกลี้ยกล่อมให้ลู่เยวียนไปส่งยังแขวงเป่ยหลี ต่อไปคงยากที่จะได้พบโอกาสดีเช่นนี้อีก
นางสวมผ้าคลุมหน้า ไม่มีผู้ใดรู้ฐานะของนาง ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เยวียนเคยเห็นนางอาบน้ำที่วัดผู่เจาแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดต้องกระมิดกระเมี้ยน เมื่อเทียบกันแล้ว เรื่องที่นางต้องไปจัดการต่อจากนี้สำคัญกว่า
นางจึงไม่ลังเลอีก อาศัยแรงจากแขนของลู่เยวียนพลิกตัวขึ้นหลังม้า
ไม่นานนัก แผ่นอกอันร้อนผ่าวก็แนบชิดอยู่ด้านหลังนาง
ลู่เยวียนบังคับบังเหียนด้วยมือเดียว น้ำเสียงเจือความประหลาดใจ “น้อยครั้งนักที่อู๋หลีจะยอมให้เจ้าขึ้นหลัง คนทั่วไปเข้าใกล้มันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ”
เจียงจืออดไม่ได้ที่จะลูบแผงคอเรียบลื่นของมัน “บางทีข้ากับมันคงมีวาสนาต่อกันกระมัง”
