เขามีสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงไร้เยื่อใย “ในเมื่อคุณหนูรองเจียงไม่ต้องการตั๋วเงิน ก็ไม่จำเป็นต้องพูดมาก หากเจ้ายังไม่ไป ข้าคงต้องให้คน ‘เชิญ’ เจ้าลงไปแล้ว”
ใบหน้าเจียงอวิ๋นเฉียนซีดขาวราวกระดาษ นางไม่เต็มใจละทิ้งโอกาสที่กว่าจะได้มาก็ยากเย็น จึงได้แต่กัดฟันดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย “หากซื่อจื่อเซี่ยต้องการขอบคุณข้าจริง ๆ เห็นว่าการแสดงโน่บนถนนกำลังครึกครื้น มิสู้ลงไปชมการแสดงและเดินเที่ยวกับข้าสักหน่อยดีหรือไม่...”
เซี่ยฉีมองนางด้วยสายตาเย็นชา “ข้ากับเจ้าอยู่กันตามลำพังในห้องก็ถือว่าล่วงเกินกฎเกณฑ์แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเที่ยวชมถนนด้วยกัน ขอคุณหนูรองเจียงโปรดสำรวมตน”
เจียงอวิ๋นเฉียนรู้สึกเพียงว่าหายใจลำบาก
นางกุมอกตนเองแน่น ทว่าก็ไม่อาจระงับความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกได้
เขาถึงกับบอกให้นางสำรวมตน
นี่หมายความว่าเขาคิดว่านางไร้กุลสตรี ประพฤติตนสำส่อน ความอับอายนี้ยิ่งกว่าถูกตบหน้าฉาดหนึ่งเสียอีก
“เชิญเถิด คุณหนูรองเจียง” ท่าทีของเซี่ยฉีเย็นชาแข็งกระด้างดุจน้ำแข็ง
ในที่สุดเจียงอวิ๋นเฉียนก็ไม่มีหน้าอยู่ต่อ นางกระทืบเท้าอย่างเคียดแค้น ใช้มือเช็ดน้ำตา ก่อนผลักประตูวิ่งลงบันไดไป
เซี่ยฉียืนอยู่ข้างหน้าต่าง ลูบคลำจี้หยกที่คุ้นเคยในฝ่ามือ รู้สึกว้าวุ่นใจยิ่งนัก
เขาต้องรีบพบคุณหนูใหญ่เจียงให้เร็วที่สุด จึงจะรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ได้
เจียงจือมองอยู่ไกล ๆ เห็นเจียงอวิ๋นเฉียนร้องไห้กระซิกขึ้นรถม้าของจวนแล้วจากไป คาดว่านางคงถูกเซี่ยฉีปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า มุมปากจึงอดยกเป็นรอยยิ้มเย็นชาไม่ได้
“คุณหนูใหญ่ ตามข้าให้ดี” เสียงไพเราะอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู เจียงจือเงยหน้ามอง ก็เห็นใบหน้าของเสิ่นฉืออันที่แฝงความห่วงใยไว้
