“ไฉนจะไร้ความหมายเล่า” เซี่ยฉีกล่าว “บุตรสาวตระกูลเจียงมีคนในใจหรือไม่ เรื่องนี้สำคัญยิ่งต่อข้า วันนี้ข้าก็มาที่นี่เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
เจียงอวิ๋นเฉียนแทบไม่กล้าเชื่อหูตนเอง
ซื่อจื่อเซี่ยใส่ใจเรื่องนี้ถึงเพียงนี้ มิใช่แสดงว่าท่านมีใจลึกซึ้งต่อนางแล้วหรอกหรือ
ที่นัดนางมาพบในวันนี้ ย่อมต้องมีใจให้นางเป็นแน่
วาสนาของทั้งสองถูกลิขิตไว้แต่สวรรค์ เป็นคู่ที่ฟ้าสรรค์สร้างมาให้เคียงกัน
ความอัดอั้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนสิ้น เจียงอวิ๋นเฉียนไหนเลยจะยังคำนึงถึงความสำรวมเหนียมอาย นางรวบรวมความกล้า เอ่ยเสียงสั่นว่า “ซื่อจื่อเซี่ย ที่จริงเมื่อครู่ข้าไม่ได้พูดความจริง ข้ารู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”
เมื่อเอ่ยออกไปแล้ว คำพูดต่อจากนั้นก็ไม่ยากเย็นเท่าเดิม “คุณชายผู้ช่วยข้าอยู่ไกลสุดขอบฟ้า แต่ใกล้เพียงตรงหน้า ก็คือท่านนั่นเอง ซื่อจื่อแห่งโหวอู่อี้ในยามนี้ ผู้มีผลงานการศึกเลื่องลือ ผู้คนต่างสรรเสริญ แม่ทัพหนุ่มเซี่ย เซี่ยฉี”
“นับแต่ครั้งที่ได้พบกัน ข้าก็เฝ้าคะนึงถึงท่านมิรู้วาย ยากจะลืมเลือน เพียงแต่น่าเสียดายที่ชาติตระกูลของเราต่างกัน ข้าไม่กล้าคิดฝันเกินตัว ได้แต่ทนทุกข์ทรมานเพราะความคิดถึงอยู่ทุกวัน วันนี้เมื่อได้พบกัน ข้าจึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้ซื่อจื่อเซี่ยก็มีใจต่อข้า...มีใจต่อข้า...”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ซาบซึ้งจนริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาคู่งามที่แฝงความเขินอายมองไปยังเซี่ยฉี “ความรู้สึกที่ข้ามีต่อซื่อจื่อเซี่ย ก็ไม่ต่างจากของท่าน”
เซี่ยฉีตะลึงกับคำสารภาพรักยืดยาวที่ถาโถมมาอย่างกะทันหัน จนมิทันได้ตั้งสติ
บุตรสาวตระกูลเจียงมีใจให้เขามาตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วหรือ
