เสิ่นฉืออันเดินไปสองสามก้าวด้วยใจระส่ำระสาย ครั้นหันกลับไปก็พบว่าเจียงจือไม่ได้ตามมาเลย เมื่อย้อนกลับไปตามหาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของนางแล้ว
สายลมยามค่ำพัดผ่าน ความร้อนรุ่มทั่วกายพลันเย็นลง ในใจเขาเกิดความไม่สบายใจ อดนึกเสียใจไม่ได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนรุนแรงเกินไปหรือไม่
ยามนี้บนถนนมีผู้คนมากมาย นางอยู่เพียงลำพัง ไม่มีสาวใช้ติดตาม หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น หรือถูกผู้ใดล่วงเกิน เขาคงมีความผิดจนตายหมื่นครั้งก็ไม่อาจชดใช้ได้
เขารีบย้อนฝ่ากระแสผู้คนกลับไปตามหานาง
เดินไปได้ไม่นานก็เห็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ล้อมวงอยู่ริมคูเมือง พากันชี้ไม้ชี้มือพูดคุยเรื่องบางอย่าง
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้ยินชัดว่าพวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์คนที่กระโดดน้ำ
“เด็กสาวผู้นี้ช่างใจเด็ดนัก เพียงถูกคนรักพูดไม่กี่คำก็คิดสั้นกระโดดน้ำเสียแล้ว”
“ดูจากการแต่งกายแล้วคงเป็นบุตรสาวตระกูลมั่งคั่ง หากครอบครัวรู้เข้าคงเจ็บปวดใจแทบขาด”
“ยังดีที่ช่วยขึ้นมาได้ทัน ชายผู้นั้นช่างก่อบาปจริง ๆ”
คนที่พวกเขาพูดถึง... หรือจะเป็นคุณหนูใหญ่?
หัวใจของเสิ่นฉืออันพลันดิ่งวูบ มือในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นทันที
หากคุณหนูใหญ่เกิดเรื่องอันใดขึ้น...
เขากำหมัดแน่น ผลักฝูงชนออกไป พลางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “คนที่ตกน้ำตอนนี้อยู่ที่ใด?”
ชายชราคนหนึ่งชี้ไปยังแผ่นหลังของคนผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกล “โน่น กำลังร้องไห้อยู่ริมแม่น้ำ ท่านเป็นคนรักของนางใช่หรือไม่? ยังไม่รีบไปปลอบนางอีก”
เสิ่นฉืออันเร่งฝีเท้าสามก้าวรวบเป็นสอง เมื่อเห็นแผ่นหลังบอบบางที่เปียกโชกและกำลังสะอื้นไห้ เขาก็แทบยืนไม่อยู่
