แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
ถึงขั้นทำให้ซางเหย่าเกือบนึกว่ามหาสงครามเซียนมารจะปะทุขึ้นก่อนกำหนดกลางลานบ้านชาวนาเสียด้วยซ้ำ
แต่สุดท้ายก็ได้กินข้าวร้อน ๆ สมใจ
อร่อยเสียจนนางไม่รู้จะกล่าวขานอย่างไร ได้แต่รู้สึกว่าชาติก่อนที่ทุ่มสุดตัวฝึกฝนพึ่งพาแต่โอสถสำนักปี้กู่ ช่างเสียชาติเกิดสิ้นดี
ชาตินี้จะเป็นอะไรให้ยากเย็นอีกเล่า ฝืนเป็นนักดาบผู้ยากแค้น
แทนที่จะเป็นยอดฝีมือในหมู่นักดาบ สู้เป็นนักชิมในหมู่นักปรุงเสียยังจะดีกว่า
คิดพลางซางเหย่าก็ยกถ้วยเปล่าขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกาย “ขออีกถ้วย!”
“ฝีมือทำกับข้าวของท่านแม่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
เด็กสาวเมื่อรู้สึกอิ่มท้องแล้ว แม้ปากจะยังร่วงพร่ำไม่หยุด แต่ก็วางตะเกียบลงอย่างหักห้ามใจ
ในใจนึกว่าเมื่อครู่ตนคงคิดมากไปเองกระมัง
ท่านแม่ที่ทำอาหารเลิศรสถึงเพียงนี้ จะระเบิดห้องครัวได้อย่างไร?
เซี่ยชางพูดไม่ออก ถึงกับแทบจะกลอกตามองบน
แน่ละ ฝีมือเป็นเลิศ
เวลาเพียงสั้น ๆ ก็แวบไปยังโลกมนุษย์ ขายของวิเศษที่ยึดมาจากสำนักเซียนในราคาทองหยกราวกับเป็นของกระจุกกระจิกสามัญ แล้วซื้ออาหารเต็มโต๊ะจากภัตตาคารมา
ทว่าเด็กน้อยที่จู่โจมมาไม่รู้หัวนอนปลายเท้าก็โง่สดใสน่ารัก
ราวกับชาติปางก่อนไม่เคยเห็นคนธรรมดาทำกับข้าว ยังเชื่อสนิทใจอีกต่างหาก
ถูกต้อง ไปโลกมนุษย์มา
จากปากท่านพ่อท่านแม่ป้ายแดง ซางเหย่าถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วตนมิได้หนีไปไกล ยังคงอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใต้สำนักเทียนเจวี๋ย
คิดดูแล้วก็ใช่ นางในตอนนี้เป็นเพียงเด็กห้าขวบ วิ่งลงจากเขาได้ก็นับว่าเกินคาดแล้ว
ดินแดนนี้ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบระหว่างโลกมนุษย์และโลกบำเพ็ญเซียน
ยังอยู่ในเขตอิทธิพลของสำนักเทียนเจวี๋ย ส่วนใหญ่เป็นที่พักของศิษย์ฝ่ายนอกและครอบครัวของศิษย์ฝ่ายในจำนวนหนึ่ง
นั่นคือ นางอาจได้พบคนรู้จักจากชาติก่อนบ้าง
แต่ถึงอยู่ใกล้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตามตัวกลับไป
สำนักเทียนเจวี๋ยล้วนเป็นนักดาบ ยกย่องผู้แข็งแกร่ง ถือว่าจิตคือรากฐานของการฝึกฝน ไม่แยแสเด็กที่แอบหนีกลางทาง
ยิ่งกว่านั้น ฟ้าถล่มยังมีรัศมีตัวเอกค้ำจุนอยู่
ตอนนี้สำนักเทียนเจวี๋ยคงห้อมล้อมอัจฉริยะรากวิญญาณสวรรค์อย่างอิ้งเจากันไม่หวาดไม่ไหว ไหนเลยจะสนใจนาง
คิดได้ดังนี้ ซางเหย่าก็จมสู่นิทรารมณ์อย่างสงบสุขและเป็นสุข
ห้องของนางคั่นกลางระหว่างห้องหลักกับห้องของเซี่ยชาง
ผ่านทั้งการเกิดใหม่ การหลบหนีตลอดคืนจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง และการที่พี่ใหญ่เป็นไก่อ่อน ซางเหย่าตั้งใจจะเข้านอนเร็วเพื่อฟื้นฟูพลัง
แต่เมื่อมีซางกุยอยู่ด้วย นางกลับพลิกตัวไปมา ไม่อาจหลับลงได้
สุดท้ายสตรีผู้นั้นถอนหายใจเบา ๆ ลุกขึ้นยืน ค่อย ๆ จัดผ้าห่มให้เรียบร้อยและสอดชายผ้าให้อย่างทะนุถนอม กล่าวเสียงแผ่วว่า “ไม่เป็นไร ความรู้สึกล้วนต้องบ่มเพาะ ความรักในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน เจ้าตัวน้อยอาจยังไม่ค่อยชิน”
ทำให้ซางเหย่าแทบรู้สึกผิดขึ้นมา
นางก็ไม่รู้ว่าตนเป็นอะไรไป ทั้งที่เมื่อก่อนแค่หัวถึงหมอนก็ปลุกรากวิญญาณนิทราให้ตื่น หลับเป็นตายไม่รู้ตื่นเลยแท้ ๆ!
......อาจเป็นเพราะนิสัยไม่น่ารักเช่นนี้เอง ชาติก่อนแม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังลำเอียงโปรดอิ้งเจา
เด็กตัวกระจิ๋วหลิวกำลังจะหันมาคร่ำครวญซึมเศร้า
แต่พอพลิกตัวกลับก็สลบไสล ไม่รู้เหนือรู้ใต้อีกต่อไป
นอกประตู
ปลายนิ้วเรียวยาวของซางกุยเชยคาง ดวงตาหรี่ปรือ
เด็กคนนี้......ประหลาด ไวความรู้เสียจริง มีสัญชาตญาณคล้ายสัตว์น้อย
สัมผัสถึงไอมารในกายนางได้รุนแรงถึงเพียงนี้ กระดูกวิเศษคงไม่ธรรมดา
ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าแม่ของเอ้อโกวบ้านข้าง ๆ ที่หลังสอบเสร็จได้คะแนนแล้วชอบพาลูกไปแวะเวียนบ้านคนอื่นนั้นรู้สึกเช่นไร
ลูกตัวเองเอาการเอางาน จะไม่อวดได้อย่างไร?
เช่นเดียวกับตอนนี้ นางก็ใจจดใจจ่อมองสองพ่อลูกที่นับว่าเป็นครึ่งผู้บำเพ็ญเซียน
“กระดูกวิเศษของเจ้าตัวน้อยเป็นเช่นไร?”
แฝงรสรู้อยู่แก่ใจ หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มราวกับเป็นเกียรติของตน
“รากวิญญาณสวรรค์ธาตุน้ำแข็ง”
“กระดูกดาบแต่กำเนิด”
เซี่ยจั๋วเหยียนกล่าวพลางอดรู้สึกเหลือเชื่อมิได้ ถอนหายใจเบา ๆ “เป็นอัจฉริยะโดยแท้”
รากวิญญาณสวรรค์ยังนับว่าพอรับได้ ร้อยปีก็ออกสักคน หากอยู่ในสำนักทั่วไป แม้จำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรทั้งสำนักบ่มเพาะอัจฉริยะผู้นี้ แต่โลกบำเพ็ญเซียนมีอายุหลายร้อยล้านปี สำหรับตระกูลใหญ่ยักษ์อย่างตระกูลเซี่ย ก็มิได้ขาดแคลนศิษย์รากวิญญาณสวรรค์
ทว่ากระดูกดาบแต่กำเนิด......
“ข้านึกว่าพวกเจ้าชาวโลกบำเพ็ญเซียนแต่งเรื่องหลอกเด็กเสียอีก” ซางกุยรู้สึกทึ่ง “ไม่นึกเลยว่าจะจริง”
“คุณสมบัติระดับนี้ ถูกพวกเจ้าเก็บได้ที่หน้าประตู?” แม้แต่เซี่ยชางยังอดปริปากมิได้ “เก้าคดีหนีมาจากกลุ่มคนบนเขาหลิงซาน หากสำนักเซียนตามหา จะเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่หลวง”
น้ำเสียงของบุรุษหนุ่มเย็นชืด
เห็นได้ชัดว่ายังไม่ยอมรับว่ามีกลิ่นอายแปลกปลอมมาเพิ่มบนที่นอนของตน
ซางกุยไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเขา
“สำนักเซียนเหล่านี้ไม่เคยเห็นค่าราษฎรสามัญที่มาจากโลกมนุษย์ ทุกครั้งก็มีผู้เสียชีวิตเพราะตกขบวน ก็ไม่เห็นเคยแลเหลียว”
คนสามัญเพียงรู้สึกว่าเด็กถูกเลือกโดยเซียนแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่
แต่คนไม่ว่าที่ใด ล้วนถูกแบ่งชั้นวรรณะ
ในสามโลกนั้น นอกจากอัจฉริยะก็คือวัตถุดิบสิ้นเปลือง
ทว่า——
เซี่ยจั๋วเหยียนเผยความสนอกสนใจเล็กน้อย
“อาจังพูดถูก คนจากสำนักเทียนเจวี๋ยมาถึงแล้ว”
ก็น่าฉงน ยังไม่เคยทำการตรวจสอบ พวกเขาคงไม่รู้กระดูกวิเศษของเจ้าตัวน้อย
แล้วมาด้วยเหตุใด?
ขบวนของสำนักเทียนเจวี๋ยครั้งนี้ยิ่งใหญ่อึกทึก ไม่สนใจว่าใกล้เที่ยงคืน เป็นเวลาพักผ่อนของคนสามัญ เคาะประตูค้นเคหาทีละหลัง เคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหว
มีเสียงโต้แย้งบ้างก็เงียบหายไปในพริบตา พลังวิญญาณฟุ้งกระจาย
หากสัมผัสไม่ผิด น่าจะมีผู้อาวุโสระดับกำเนิดปฐพีสามคน แม้อยู่ในสำนักเทียนเจวี๋ย การลงมือครั้งนี้ก็นับว่าเป็นการลงทุนสูง
เพียงแต่อึกทึกเหลือเกิน
อึกทึกเสียจนหว่างคิ้วที่เย็นชาของเซี่ยชางเริ่มจับตัวเป็นไอสังหาร
แต่เชือกแดงที่ข้อมือกลับรัดแน่นขึ้นกะทันหัน ขัดขวางการเคลื่อนไหวของเขา
เซี่ยชางหันมองมารดาโดยสัญชาตญาณ
แม้กำลังจะถูกตามเคาะถึงประตู องค์หญิงสูงศักดิ์ก็หาได้มีแววกังวลแม้แต่น้อย กลับยิ้มแย้มละไมมากขึ้น ทว่าดวงตาสีดำขลับดุจอสูรร้ายในยามค่ำคืน ไม่ยิ้มถึงแววตา
“มาก็ยิ่งดีสิ” ซางกุยยกยิ้มมุมปาก “ต้องแย่งชิงถึงจะสนุก”
รากวิญญาณที่หลางพบหนึ่งในหมื่นของโลกมนุษย์ หนึ่งเดียวในรอบร้อยปี กระดูกดาบที่เล่าขานในตำนาน
บัดนี้กลายเป็นลูกของนาง
แค่คิด ซางกุยก็รู้สึกหัวใจพองโตด้วยความยินดีที่ได้ช่วงชิงสมบัติล้ำค่ามาครอบครอง และความรู้สึกอิ่มเอม
แทบรอไม่ไหวที่จะขับไล่มดปลวกน่ารำคาญพวกนั้นออกไปจากบ้านของนาง อย่าให้มารบกวนการบ่มเพาะความสัมพันธ์กับลูกสาว
ดังนั้นจึงยกมือขึ้น เชือกแดงที่เดิมพันไว้ที่ข้อมือเซี่ยชางก็ร่วงหล่นลงพื้น
พริบตานั้น พลังจิตหมุนเวียน ดวงตาสีดำสนิทจางลงเป็นสีเทาหมองประหนึ่งไร้ชีวิต ชายหนุ่มผมขาวตาสีเทารายรอบด้วยไอสังหาร ทว่าสีหน้ากลับราบเรียบเรียบง่ายยิ่งกว่าเดิม
ความรู้สึกแปลกแยกเหนือมนุษย์ทำให้เขาดูราวกับเป็นศาสตราคมที่เกิดเพื่อการสังหาร
ยามนี้มิต้องเอื้อนเอ่ย
เครื่องเขมือบโลหิตเป็นสัญชาตญาณของอาวุธสังหาร
ซางกุยกำชับว่า “จงล่อให้พวกมันไปให้พ้นทาง ข้าไม่อยากให้ใครหนใดมารบกวนครอบครัวเราอีก”
เซี่ยชางเอ่ยถามเพียงว่า “ฆ่าได้หรือไม่”
เซี่ยจั๋วเหยียนส่ายศีรษะ “ตะเกียงวิญญาณดับมิได้” ระดับกำเนิดปฐพีในสายตาพวกเขาดั่งมดปลวก แต่ในสำนักเทียนเจวี๋ย ต้องบูชาตะเกียงวิญญาณที่ศาลาบรรพชน หากกายดับมรรคสลาย ตะเกียงวิญญาณก็ดับ
หากทำให้พวกเฒ่าประหลาดที่ปิดด่านนั่นออกมา แม้จะไม่ถึงขั้นภัยถึงชีวิต แต่ชีวิตสงบสุขนี้ก็อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาล้วงโอสถหลายเม็ดจากแหวนมิติยัดใส่มือบุตรชาย เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าใจร้ายเกินไปแล้ว”
“เปลี่ยนพวกมันให้เป็นหุ่นเชิดสิ เรื่องก็จบแล้ว”
เป็นโอสถที่เขาหลอมระหว่างสอนหนังสือ
ผลผลิตไร้คุณภาพจากห้องปฏิบัติการครัวเรือน รับประกันว่ายามาถึงชีวิตดับ
หากไม่ใช่เพราะพูดถึงเรื่องความเป็นความตายของผู้อื่น สามคนนี้ก็ดูเหมือนบิดามารดาผู้เปี่ยมด้วยความรักกำลังสั่งเสียบุตรชายที่กำลังจะจากเรือนไปอย่างละเอียดรอบคอบ
มองดูแผ่นหลังลูกชายคนโตจากไป เซี่ยจั๋วเหยียนพลันรู้สึกลำพองใจว่าลูกชายบ้านเราค่อย ๆ เติบใหญ่แล้ว
ซางกุยพูดด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยว่า “ตระกูลเซี่ยของเจ้าช่างเหมือนตกสู่ความเป็นมารเสียยิ่งกว่าแดนมาร เปลี่ยนคนให้เป็นเช่นนี้ได้”
เซี่ยจั๋วเหยียนยกมือลูบผมนาง พลันไม่ทราบจะกล่าวอันใด
มรดกตกทอดของตระกูลเซี่ยนับพันปีก็เป็นดั่งนี้
เส้นทางนี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่อาจังเลือกเอง
ซางกุยประณามตระกูลเซี่ยยกใหญ่ นึกขึ้นได้อย่างกะทันหัน
“มีรากวิญญาณ คงบำเพ็ญเพียรมารมิได้ใช่ไหม?”
เซี่ยจั๋วเหยียนเอียงศีรษะมองนาง ในดวงตามีคำสามตัวแจ่มชัด
มิเช่นนั้นแล้ว?
มิใช่ถามว่าเชือกชักโครกไม่สามารถปัสสาวะได้หรืออย่างไร?
ทั้งคู่พลันเกิดวิกฤตแห่งการเป็นพ่อแม่
ทุกข์ใดก็ทุกข์ได้ แต่อย่าให้ทุกข์การศึกษา
จะปล่อยให้ลูกแพ้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นได้อย่างไร?
ทว่าบุตรสาวของท่านเวหาโดดเดี่ยว กับบุตรถูกขับจากตระกูลแห่งวิถีนอกรีต
โอกาสที่จะรู้วิธีบำเพ็ญเซียนนั้นช่างพอ ๆ กับความเป็นไปได้ที่ฟ้าจะถล่ม
ช่างเถอะ คงไม่สูงขนาดนั้น
ทักษะเดียวบนร่างในตอนนี้ที่พอจะโยงใยถึงผู้บำเพ็ญเซียนได้
คงเป็นการบีบสลายปฐพีทองด้วยมือเปล่า
หรือมิเช่นนั้นก็ต้องกักขังกำเนิดปฐพีเพื่อให้อีกฝ่ายมิอาจเข้าสู่วัฏสงสารชั่วนิรันดร์
......แต่พวกเขาก็มิอาจสอนเรื่องนี้ให้ลูกหรอก
กระบวนท่าที่ปกติรู้สึกปกติธรรมดา เมื่อหวนนึกถึงแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ของบุตรสาวขึ้นมา พลันก็รู้สึกผิดบาปขึ้นมาทันใด
“......อย่าให้เจ้าตัวน้อยล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเราเด็ดขาด” แม้ซางกุยไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าตนทำผิด การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนกับพวกเขา หากนางพ่ายแพ้ จุดจบย่อมอนาถกว่านี้
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่ให้บุตรสาวรู้!
เซี่ยจั๋วเหยียนมิได้พูดสิ่งใด แต่สีหน้าเต็มด้วยด้วยความเห็นพ้อง
“อายุกระดูกห้าปี เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกฝน ไม่อาจทำให้เจ้าตัวน้อยเสียเวลาได้”
ส่วนใครจะเป็นผู้สอน......
หากมิไหวจริง ก็ไปมัดตัวผู้อาวุโสมาสักคนอีกครั้งเถอะ
ทั้งคู่เปิดใช้ค่ายกลป้องกันของลานน้อย แล้วตกลงใจจะไปกินเลี้ยงบุฟเฟต์ที่ตำหนักตำราแห่งสำนักเทียนเจวี๋ย