หากจะกล่าวว่า ความบ้าคลั่งของคนบางประเภทนั้นแสดงออกมาภายนอก ให้ผู้คนรอบข้างสัมผัสได้โดยง่าย
เช่นนั้นความบ้าคลั่งของเซี่ยชางก็คือความเฉยเมย
ไม่แยแสต่อสิ่งแปลกหน้าใด ๆ กระทั่งเมินเฉย ทว่ากลับยังคงท่องไปในโลกมนุษย์ นี่คือความน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้แม้แต่ผู้คนในแดนมารยังหวาดหวั่น
ทั้งยังสืบทอดสายเลือดตระกูลเซี่ย มีความต้องการควบคุมสิ่งใดก็ตามที่ถูกจัดอยู่ในขอบเขตของตนอย่างรุนแรง
นั่นหมายความว่า เมื่อเขาเห็นคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นในเรือนเล็ก เขาอาจจะลบทิ้งมันออกไปโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่อนุญาตให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรอบข้างตน
ซางกุยสามารถสาบานได้ว่านางพยายามแก้ไขลูก ๆ แล้ว เมื่อบุตรคนแรกถือกำเนิด นางก็เคยวาดฝัน
หากว่า เกิดกิ่งไม้คดงอก็อาจแตกหน่อดีได้?
ความจริงพิสูจน์ว่านางคิดมากไป
กิ่งไม้คดต่อให้กลายพันธุ์ออกมาเป็นขี้ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับหน่อดี
คนตระกูลซางล้วนเป็นผู้บ้าคลั่ง ตระกูลเซี่ยก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เมื่อสายเลือดสองตระกูลนี้หลอมรวมกัน บุตรทั้งสามจึงเป็นพันธุ์เลวแต่กำเนิด
บางครั้งเมื่อเทียบกันแล้ว ยังทำให้องค์หญิงแห่งแดนมารผู้เอาแต่ใจและโหดเหี้ยมต้องสงสัยว่าตนเองอาจนับว่าเป็นคนดีได้เช่นกัน
ทว่าทั้งหมดนี้ ซางเหย่าผู้เฝ้ารอคอยหาได้ล่วงรู้ไม่
ภาพจำทั้งหมดของนางที่มีต่อเด็กชาวโลกมนุษย์ล้วนมาจากศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่หญิงชอบพูดถึงครอบครัวของนาง
บิดาผู้สง่างาม มารดาผู้อ่อนโยน พี่ชายผู้ซื่อตรง
สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นภาพม้วนเดียวแห่งครอบครัวในความรับรู้ที่แห้งแล้งของซางเหย่า
ขณะนี้ยามพลบ แสงอาทิตย์อัสดงลาลับสู่เรือน ชาวนาผู้แบกจอบเดินผ่านรั้วไม้ไผ่อย่างต่อเนื่อง ผิวคล้ำดำเพราะถูกแดดเผา ขากางเกงม้วนขึ้นถึงเข่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อปลีน่องที่แข็งแกร่ง
พวกเขาพูดคุยหัวเราะเสียงดัง สิ่งที่แบกอยู่บนบ่ามิใช่เพียงอุปกรณ์ทำนา หากยังเป็นปากท้องของครอบครัว
ดูแล้วน่าเชื่อถือยิ่งนัก
ท่านพี่ใหญ่ก็คงเป็นเช่นนี้ ในฐานะบุตรชายคนโตของบ้าน ต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจจะกำยำกว่าท่านลุงท่านอาเหล่านี้ก็เป็นได้
ซางเหย่าตกอยู่ในห้วงจินตนาการ
ในขณะนั้น ร่างขาวบริสุทธิ์ดุจแสงจันทร์ก้าวเข้ามาในสายตา
เป็นชายหนุ่ม
รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดคลุมแขนกว้างสีขาว ชายเสื้อพลิ้วไหวตามย่างก้าว ราวกับไร้ฝุ่นธุลีใด ๆ มาแผ้วพาน
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเรือนผมสีขาวดุจน้ำตก
สีเงินขาวประหนึ่งแสงจันทร์สาดส่อง รวบไว้ด้านหลังด้วยเชือกดำอย่างไม่ใส่ใจ
เขามีรูปโฉมงดงามยิ่ง ดวงตาดำสนิทดุจหมึก นวลใบหน้าดั่งจันทร์ เพียงแต่ท่วงทีห่างเหินจากภายในสู่ภายนอกทำให้เขาดูคล้ายรูปสลักหยกไร้อุณหภูมิ
ซางเหย่าพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
...
เซี่ยชางสูดดมได้กลิ่นอายที่เกินมาในเรือน
เป็นเด็กเผ่ามนุษย์
ตัวประกันหรือ?
จิตสังหารวาบขึ้นในใจ สีหน้าไม่แสดงความเปลี่ยนแปลง เขาก้าวเข้าไปในประตูเรือน
"อา ชาง กลับมาแล้วหรือ"
น้ำเสียงที่จงใจให้สนิทสนมของมารดาและกริยาที่บีบจนแทบขาดใจทำให้เซี่ยชางชะงัก
เป็นบ้าไปแล้วหรือ?
เพียงชั่วพริบตานั้น เด็กหญิงรูปร่างงดงามดุจหยกสลักก็ถูกวางตรงหน้าเขา
"นี่คือน้องสาวของเจ้า"
ในมุมที่ซางเหย่ามองไม่เห็น ซางกุยยิ้มแต่แววตาเย็นชา แฝงไว้ด้วยคำเตือน
"ลูกแท้ ๆ เพิ่งเกิด"
เซี่ยชาง: ?
เขาจากไปห้าชั่วยามมิใช่ห้าร้อยปีกระมัง?
"เหยาเหยา เรียกท่านพี่ใหญ่"
เซี่ยจั๋วเหยียนก็ลุกขึ้น ยืนอยู่เบื้องหลังซางเหย่า ปกปิดท่าทีเกเรแต่เดิมได้อย่างแนบเนียน
ซางเหย่าเรียกอย่างว่าง่าย: "ท่านพี่ใหญ่"
เซี่ยชางสีหน้าเย็นชา เข้าใจว่านี่คือทั้งสองกำลังกดดันเขา จึงยิ่งเมินเฉย ไม่สนใจเด็กหญิงที่พยายามส่งต่อไมตรีจิต
กล่าวเสียงเย็น: "จะเล่นละครตบตา ก็ควรมีขีดจำกัดบ้าง"
"เด็กที่พวกเจ้ารับรอง ไม่เกี่ยวกับข้า"
เอี้ยวตัวหลบฝ่ามือที่ฟาดมา เซี่ยชางสบตากับเด็กหญิงมนุษย์ แววตาที่พ่วงความเลื่อมใสในดวงตานางพลันเลือนหายในชั่วพริบตา
เขายังแอบเห็นถึงความผิดหวัง
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะในใจ
ผิดหวังอะไร?
คิดว่าตนเป็นผู้เลอโฉมที่ใครเห็นก็ต้องชื่นชอบหรือไร?
"พวกเจ้าดูแลนางให้ดี อย่ามากวนใจข้า"
กล่าวจบก็หมุนตัวเข้าไปในเรือนของตน
ใบหน้าเล็ก ๆ ของซางเหย่าร่วงลงทันที
จะไม่ให้ผิดหวังได้อย่างไร?
นี่มันต่างจากภาพพี่ใหญ่ที่อ่อนโยน ทั้งยังพึ่งพาได้และซื่อตรงในจินตนาการของนางอย่างสิ้นเชิง!
แรงงานหนุ่มฉกรรจ์ของบ้านดูยังไงก็เหมือนหนุ่มรูปงามที่แบกอะไรก็ไม่ไหว ขนอะไรก็ไม่ขึ้น! เช่นนี้เวลาเกิดเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน จะทำอย่างไรเล่า
ซางเหย่ากลุ้มใจนัก
นอกจากนี้—
"ท่านแม่ ท่านพ่อ"
ก็ถือว่าเป็นหอยเม่นทิ่มก้น เปิดหูเปิดตาแล้ว ชั่วสองชาตินี้ของซางเหย่ารวมกันเพิ่งเคยเห็นคนสีผมเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ชาติก่อนเคยได้ยินว่า คุณชายน้อยแห่งตระกูลเซี่ยชางโจวมีผมขาวตาสีเทา ดุจเทพเซียน
น่าเสียดายที่การเดินทางไปตระกูลเซี่ยครั้งนั้น อิ้งกวนฟู่พาอิ้งเจาไป นางจึงได้ยินเพียงคำพูดไม่ยอมจำนนของอิ้งเจ้าที่เผยให้เห็นท่วงทีการปฏิเสธผู้คนอย่างห่างเหินของคุณชายน้อยผู้นั้น
ยามนี้เมื่อหวนนึกถึง กลับเพิ่มความเลื่อมใสขึ้นอีกหลายส่วน
สามารถต้านทานรัศมีของนางเอกได้ นับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง!
โชคดีที่นัยน์ตาของท่านพี่ใหญ่ขวานผ่าซากนี้เป็นสีดำ มิฉะนั้นคงทำให้ขวัญหนี คิดว่าเป็นเชื้อพระวงศ์โดยไม่ได้ตั้งใจ
"ผมสีขาวของท่านพี่ใหญ่นั้นเป็นมาอย่างไรหรือ?"
ซางกุยและเซี่ยจั๋วเหยียนชะงัก
นึกถึงชื่อเสียงลูกชายตัวดีของตนในแดนบำเพ็ญเพียร บัดดลนั้นเหตุผลนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาในหัว ยึดมั่นในความเชื่อร่วมกันอย่างหนึ่ง:
เด็ดขาดจะให้เหยาเหยารู้ไม่ได้ว่าพี่ชายนางเป็นตัวอะไร
ซางกุยตัดสินใจเอ่ยปากทันที: "คือ... ผมหงอกก่อนวัย"
พอเริ่มต้นคำกล่าวร้าย แรงบันดาลใจก็พรั่งพรูขึ้นอีกมาก
สตรีใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา ดวงตางดงามแววอาลัย เอ่ยเบา ๆ : "ท่านพี่ใหญ่ของเจ้า เป็นโรคร้าย"
น้ำเสียงคล้ายร้องงิ้ว
เซี่ยจั๋วเหยียนมองภรรยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ติดตัวมาแต่ในครรภ์มารดา ฉะนั้นอุปนิสัยจึงโดดเดี่ยว ไม่ชินกับการอยู่ร่วมกับผู้คน" พอคิดไปถึงว่าขนาดเหตุผลที่เซี่ยชางทำสีหน้าไม่พอใจเมื่อครู่ก็ถูกแก้ไขด้วยแล้ว ซางกุยก็รู้สึกว่าตนเองช่างเป็นอัจฉริยะ น้ำเสียงพลอยเบิกบานขึ้น "เมื่อครู่ก็เป็นเช่นนั้นเป็นปกติแล้ว หาได้ไม่ชอบเหยาเหยาไม่"
เพียงแต่ไม่ชอบหน้าใครอย่างเท่าเทียมเท่านั้นเอง
ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย
ตีเสียทีก็หาย
ซางเหย่าพยักหน้าคล้ายเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
แท้จริงแล้วในจิตใต้สำนึกยังรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง แต่สมองของเด็กห้าขวบไม่อาจครุ่นคิดมากมายได้
พอเริ่มครุ่นคิด ท้องก็ร้องโครกคราก
ซางเหย่าลูบท้องอย่างเคอะเขินเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา: "หิวแล้ว"
นางรู้สึกว่าควรอดทนสักหน่อย เนื่องจากมาทีหลัง ไม่อาจรบกวนวิถีชีวิตดั้งเดิมของครอบครัวพวกเขาได้
ใครจะรู้ว่าซางกุยกลับตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ากระจ่างขึ้นด้วยสีระเรื่อ: "ข้าจะไปทำอาหาร!"
เล่นละครตบตาในโลกมนุษย์มานานป่านนี้ นางยังไม่เคยลองทำอาหารเลย!
ซางเหย่ามองจนตะลึง: "ท่านพ่อ ท่านแม่กำลังดีใจสิ่งใดหรือ?"
หากการทำอาหารสนุกปานนั้น เหตุใดชาตินางจึงได้แต่กลืนโอสถสำนักปี้กู่ตั้งหลายปี?
เวรกรรมแท้ เดินผิดทางเสียแล้ว!
เซี่ยจั๋วเหยียนขยับนิ้วอย่างกระอักกระอ่วน รู้สึกทั่วร่างแข็งทื่อ แต่สุดท้ายก็ตอบว่า: "โรคชอบแสดงละครกำเริบ"
สิ้นเสียง ก็มีเสียงระเบิดดังสะเทือนฟ้ามาจากครัวตะวันออก ควันดำพวยพุ่ง ร่างหนึ่งก้าวออกมาอย่างสง่างามต่อหน้าทั้งสอง
ไร้ฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย
ยื่นมือ
ฉุดเซี่ยจั๋วเหยียนไป
"พ่อเด็ก มีปัญหาเล็กน้อย มาช่วยหน่อย"
ซางเหย่ายังไม่ทันตั้งตัว
จากนั้นก็เป็นเสียงระเบิดครั้งที่สอง
แล้วเซี่ยชางหน้าบึ้งก็ถูกซางกุยลากออกมาฉุดเข้าไปด้วย
ครั้งนี้กลับไม่มีระเบิด
ฟ้าสว่าง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่อง พระอาทิตย์ยังคงแขวนอยู่บนขอบฟ้า ซางเหย่ามองดูฝนตกลงมายังโรงครัวด้วยตาตนเอง
?
นางคงยังตื่นไม่เต็มตาใช่หรือไม่?
ทำอาหารยังไงจึงมีพายุฝน?
===
สำนักเทียนเจวี๋ย
ประมุขกระบี่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นสูง แววตาเย่อหยิ่งเยือกเย็น ราวกับสรรพสิ่งมิอาจเข้าตาเขา
หมอกบางเบาปกคลุมเขาเป็นม่านหมอกลึกลับ ยิ่งขับให้ใบหน้างดงามรูปนั้นดูห่างเหินจากผู้คนมากขึ้นไปอีก
"ศิษย์น้อง—" เสียงหนึ่งเจือรอยยิ้มดังมาจากด้านหลัง "ก่อนหน้านี้ไม่บอกว่าไม่มาแล้วหรือ เหตุใดจู่ ๆ กลับมีอารมณ์มาเล่า?"
อิ้งกวนฟู่หันกลับไป สบกับสายตายิ้มเย้าของศิษย์พี่เจ้าสำนัก
แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องอาจารย์กับศิษย์ ศิษย์ไม่กี่คนบนยอดเขาในตอนนี้ล้วนเป็นศิษย์พี่เลือกมา การสั่งสอนพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาห่วง
วันนี้เดิมก็ไม่ได้ตั้งใจมา
ทว่า......
"คืนวานฝันเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งเรียกข้าว่าอาจารย์"
มองไม่เห็นใบหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ ทำท่าทางน่าสงสาร เรียกไม่หยุด ร้องว่าปวด
ออดอ้อนนัก ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่เลย
อิ้งกวนฟู่เดิมไม่คิดใส่ใจ ใครจะรู้ว่าหลังตื่นจากฝัน ในใจกลับว่างเปล่าและเจ็บปวดเสียจนถึงขั้นอาเจียนเป็นเลือด
หลังจากเข้าสู่ขั้นเทพประสานแล้ว ความฝันย่อมแฝงนัยแห่งการพยากรณ์ เขารู้สึกเลือนรางว่านี่อาจเป็นศิษย์ที่ถูกกำหนดมาแต่ฟ้าลิขิต
ดังนั้นเป็นเวลากว่าพันปีจึงปรากฏตัวที่งานเป็นครั้งแรก
"เช่นนั้นก็ควรเป็นเด็กหญิงข้างกายศิษย์ใหญ่ของเจ้านั่นแล้ว"
อิ้งกวนฟู่มองไปตามทิศทางนั้น
พอดีเห็นดวงตาคู่หนึ่งระยิบระยับด้วยน้ำตา เมื่อเห็นเขามองมา ก็ยิ้มขลาดเขิน
ความรู้สึกใกล้ชิดอย่างหนึ่งผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ แต่ไม่นานก็ถูกความกระวนกระวายและหวาดผวาทวีคูณทับถม
นี่ไม่ใช่นาง
เด็กร้องไห้งอแงที่เขาฝันถึงเล่า?