……
เหรินอี้สูดหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับคนจมน้ำที่ถูกกระชากขึ้นฝั่งอย่างแรง
หน้าอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ในลำคอคล้ายยังหลงเหลือกลิ่นฝุ่นกับกลิ่นคาวเลือด เขานิ่งงันไปหลายวินาที กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่ในแคปซูลนอน ไฟแจ้งเตือนนุ่มนวลตรงด้านบนกะพริบวูบหนึ่ง
ฝาแคปซูลค่อย ๆ เลื่อนเปิด
【การทดสอบจัดสรรสาขาสิ้นสุดลงแล้ว ผลการทดสอบจะประกาศพร้อมกันในอีกเจ็ดวัน】
【โปรดผ่อนคลาย ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ โปรดหายใจลึก ๆ สงบสติอารมณ์ และออกจากแคปซูลนอนโดยเร็ว】
【ออกไปกินของอร่อย ๆ กอดคนในครอบครัว ขอให้ท่านมีความสุขกับชีวิต】
เหรินอี้นอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ภาพหลอนถึงค่อย ๆ เลือนหาย จากนั้นเขาจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งได้ยินอะไร
เชี่ยเอ๊ย
เหรินอี้รู้สึกเหมือนหัวใจสะดุดไปวูบหนึ่ง เกือบสบถออกมาเสียงดัง
งั้นทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องโกหกสินะ
ไม่ว่าจะสหพันธ์ที่สวัสดิการดีเลิศอะไรนั่น หรือระบบการศึกษาที่สมบูรณ์แบบที่สุดอะไรนั่น ตอนนี้เหรินอี้อยากต่อยคนที่ออกแบบทุกอย่างนี้ให้สักหมัด
เดี๋ยวก่อน งั้นพี่ชายรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น
น่าจะรู้อยู่แล้วกระมัง ในเมื่อสหพันธ์จัดการศึกษาให้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นคนปัญญาอ่อนหรือคนออทิสติก ก็คงต้องมาเจออะไรแบบนี้สักครั้ง
พอคิดถึงตรงนี้ เหรินอี้ก็ยิ่งเดือดดาล
เขากระโจนออกจากแคปซูลนอนทันที แต่กลับเซจนเกือบล้ม ถึงได้สังเกตเห็นสภาพร่างกายของตัวเอง
เขามึนหัวมาก ยิ่งกว่าตอนอยู่ในภาพหลอนเสียอีก ยังดีที่พอเดินไปสองก้าวก็ยืนยันได้ว่าพื้นไม่ได้เอียง นอกหน้าต่างไม่มีแสงสีม่วงแดง และไม่มีน้ำตกสีดำอะไรไหลลงมาจากท้องฟ้า
อากาศกลับมาจริงแท้และหนักอึ้ง โลกหมุนเอื่อย ๆ แขนขาไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกควักจนกลวง ขมับชาซ่าเป็นระลอก
“……พี่?”
เขาเรียกเสียงเบา
เสียงตะหลิวกระทบกระทะจากทางห้องครัวเป็นคำตอบ
สงบ คุ้นเคย และเป็นจังหวะชัดเจน
ในชั่วขณะนั้นเอง สมองของเหรินอี้ถึงค่อยตอบสนอง เขาตระหนักว่าตัวเองได้ยืนอยู่บนพื้นจริง ๆ แล้ว
ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นค่อย ๆ ลอยขึ้นมาพร้อมหมอกจาง ๆ ราวกับภาพดอกไม้ในกระจก เงาจันทร์ในน้ำ ก่อนที่สมองจะจัดมันเข้าหมวด “ภาพหลอน”
เหรินอี้สัมผัสโลกใบนี้อย่างตะกละตะกลาม
แคปซูลนอนข้าง ๆ ส่งเสียงหึ่ง ๆ แผ่วเบา คล้ายมีสายลมพัดเส้นผมของเขา
สัมผัสยามเท้าแตะพื้นช่างแปลกประหลาด ราวกับกำลังเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ
มีหยดน้ำระยิบระยับกระเด้งอยู่ในกระทะน้ำมัน แสงแดดที่ตกกระทบพื้นดูวุ่นวายอยู่บ้าง กระแสไอสีขาวม้วนตัวอย่างเชื่องช้า ทะเลสาบนอกหน้าต่างดูราวกับเต้าหู้……
พูดถึงเต้าหู้แล้ว วันนี้มื้อเย็นเหมือนจะมีเต้าหู้ทอดด้วย
ผมต้องไปบอกพี่ชายว่าผมตื่นแล้ว แล้วค่อยคิดบัญชีกับเขาที่ร่วมมือกับสหพันธ์หลอกความรู้สึกผม!
เหรินอี้ค่อย ๆ เดินไปทางห้องนั่งเล่น
กลิ่นน้ำมันจาง ๆ ลอยอบอวลในอากาศ ประตูกระจกฝ้าของห้องครัวปิดอยู่ มองเห็นเพียงเงาของเหรินหมานกำลังง่วนอยู่ด้านใน
เหรินอี้ยื่นมือออกไปหมายจะดึงประตู แต่หางตากลับจับได้ว่าเงาของตัวเองบนผนังเหมือนขยับยุกยิก
ท่าทางของเขาชะงักค้าง ก่อนหันไปมองผนัง
เงาของเขาบนผนังกำลังขยับอย่างร่าเริงสุดขีด ราวกับหลุดพ้นจากพันธนาการของเนื้อหนัง ขอบเงาบิดยุกยิกไม่หยุด จนแทบกลายเป็นคลื่น
มันเหมือนก้อนเมฆไร้รูปทรงก้อนหนึ่งที่พยายามบังคับตัวเองให้อยู่ในเค้าโครงของมนุษย์ ทว่ารูปร่างคนไม่เข้ากับโครงสร้างร่างกายของก้อนเมฆเอาเสียเลย มันจึงทำได้เพียงเต้นดิสโก้อยู่ในเปลือกหนังนี้
เหรินอี้ “……”
เขายังอยู่ในฝันหรือเปล่า
เขารู้สึกว่าลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น
ไม่สิ จู่ ๆ เขาก็ตระหนักขึ้นมาว่าตัวเองควรจะหายใจ แต่เมื่อครู่เขาหายใจอยู่หรือเปล่า
เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลง มองเห็นหนวดเส้นหนึ่งที่ประกอบขึ้นจากหมอกสีขาวข้นเหนียว
ดีเลย เขาไม่ใช่มนุษย์แล้ว
เหรินอี้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ทว่าเรื่องก็เหมือนกับเวลาที่คนเรารู้ตัวว่ากำลังหายใจแล้ว ก็ไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก ร่างมนุษย์ที่เดิมทีเกิดจากจิตใต้สำนึกของเขาพังครืนลงมา เนื้อหนังทั้งร่างหลอมละลายรวมเป็นก้อนแล้วกระแทกลงกับพื้นในชั่วพริบตา
ประสาทสัมผัสทั้งห้าปั่นป่วนไปหมด เขารู้สึกเหมือนเอาหูแนบกับพื้น ตาข้างหนึ่งจ้องเพดานเขม็ง ส่วนเบื้องหน้าของตาอีกข้างเป็นสีขาวโพลน คล้ายอยู่ในท้องของเขา ปากเหมือนอมอะไรเค็ม ๆ เข้าไป ส่วนจมูกกระแทกมุมโต๊ะตอนที่เขาขยับตัว
เสียงเอี๊ยดแหลมบาดหูดังขึ้น ตอนถอยหลังเขาชนเก้าอี้ล้ม พอรู้ตัวอีกที เขาก็บดเก้าอี้จนแตกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว
เสียงดังทางนี้ทำให้เหรินหมานที่อยู่ในห้องครัวตกใจ จากนั้นหูที่เหรินอี้แนบอยู่กับพื้นก็ได้ยินเสียงเรียกแว่ว ๆ
“น้องอี้?”
ไม่ ไม่ได้ ถ้าพี่ชายเห็นสภาพเขาตอนนี้ คงไม่ได้แค่ตกใจว่าเป็นออทิสติก แต่ถึงขั้นถูกทำให้เป็นโรคจิตไปด้วยแน่
เหรินอี้ใจหายวาบ น่าเสียดายที่ตอนนี้มือก็ไม่ใช่มือ เท้าก็ไม่ใช่เท้า ในช่วงคับขันเขาจึงทำได้เพียงใช้วิธีเคลื่อนที่แบบดั้งเดิมที่สุด นั่นคือกลิ้งไปซ่อนใต้โต๊ะกินข้าว
ครืด เสียงประตูห้องครัวถูกเลื่อนเปิด
ตึก ตึก
เหรินหมานเดินออกจากห้องครัวแล้วหยุดลง
คงตกใจกับซากเก้าอี้ที่พังยับเยินตรงหน้า
ระหว่างกลิ้ง หูของเหรินอี้ก็ขยับจากที่แนบติดพื้น หันไปทางด้านข้างได้สำเร็จ ซึ่งตอนนี้หันตรงไปทางเหรินหมานพอดี
ข่าวร้ายคือ ตาข้างที่อยู่นอกร่างของเขาก็หมุนไปครึ่งรอบ จากที่หันมองเพดาน กลายเป็นหันไปทางโซฟาและหันหลังให้เหรินหมาน
ห้องเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงประตูห้องนอนเปิดและปิด เหรินอี้รู้ว่าพี่ชายเดินเข้าไปดูในห้องของเขา
ก่อนเหรินหมานจะกลับมา เหรินอี้ก็พุ่งตัวมุดเข้าไปในช่องใต้โซฟา
โชคดีที่ตอนนี้ร่างกายของเขาบีบอัดหรือคลึงให้เป็นรูปทรงใดก็ได้ จึงพอเบียดเข้าไปในช่องที่สูงไม่ถึงสิบเซนติเมตรได้อย่างทุลักทุเล
ทว่าช่องใต้โซฟาทั้งเตี้ยทั้งแคบ เขาจำต้องทำตัวเองให้แบนราบ จนเงาเล็ก ๆ ใต้โซฟาถูกตัวเขาเบียดจนเต็ม
ยังดีที่ในที่สุดเหรินอี้ก็เริ่มเข้าใจร่างกายของตัวเองในตอนนี้ รูปร่างแบนแต๊ดยังช่วยให้เขายืนยันตำแหน่งของอวัยวะต่าง ๆ ได้อีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงเริ่มพยายาม “ควัก” อวัยวะรับสัมผัสทั้งห้าของตัวเองออกมา
หลังจากพยายามอยู่นาน ในที่สุดเขาก็รวบรวมตาข้างหนึ่งกับหูสองข้างของตัวเองได้ครบ แล้วถึงได้รู้สึกว่ารอบข้างดูเงียบผิดปกติ
ตามปกติแล้วพี่ชายควรจะรู้ตัวว่าเขาไม่ได้อยู่ในแคปซูลนอนแล้ว แถมเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นก็ยังแตกเป็นชิ้น ๆ อีก
ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ว่าจะตะโกนเรียกเสียงดังหรือโทรแจ้งตำรวจก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น
ไม่สิ เดี๋ยวก่อน คนทั่วไปทำได้ แต่เหรินหมานอาจทำไม่ได้
เขานึกถึงเนื้อหาด้านจิตวิทยาบางส่วนที่เคยเรียนในชาติก่อน ผู้ที่เป็นออทิสติกในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งร้อนรนก็อาจยิ่งส่งเสียงไม่ออก
เหรินอี้เริ่มลนลาน เขาพยายามควักปากของตัวเองออกมาไปพลาง ขยับตาข้างที่หาเจอแล้วให้หันไปทางด้านนอกของโซฟาไปพลาง
แต่ความคืบหน้าของเขาช้ามาก ขยับอยู่ตั้งนานก็ยังมองเห็นได้เพียงมุมหนึ่งของช่องแคบ ๆ ด้วยหางตา
พอร้อนใจ เขาก็เริ่มดึงกระชากลูกตาของตัวเอง แล้วต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าลานสายตาของเขาเริ่มยืดออกและกว้างขึ้น จากเดิมที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้เพียงเก้าสิบองศา ก็ค่อย ๆ ขยายเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบองศา แล้วก็หนึ่งร้อยแปดสิบองศา
ในที่สุด ลานสายตาของเขาก็ครอบคลุมช่องด้านนอกของโซฟา
ด้านนอกมืดตื๋อ ภายในเวลาเพียงสั้น ๆ แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ยามเย็นดูเหมือนจะเลือนหายไปแล้ว
ทำไมไม่เปิดไฟล่ะ พี่ชายคงไม่ได้หมดสติไปแล้วนะ
จากนั้นเขาถึงได้ตระหนักว่า ท่ามกลางความมืดมิด เขากลับมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน แม้แต่เศษไม้ชิ้นเล็ก ๆ ของเก้าอี้ที่แตกก็ยังเห็นได้ทุกเส้นใย
เหรินอี้อยากกัดฟัน แต่กลับหาฟันไม่เจอ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจกลิ้งไปที่ห้องของตัวเองตามความหมายตรงตัว เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
โชคดีที่ตอนนี้เขาควักลูกตาอีกข้างของตัวเองออกมาได้แล้ว
ลูกตาข้างนี้ลอยอยู่บนด้านหลังของร่างกายที่เขามีอยู่ในตอนนี้ เขาลอกวิธีเดิมมายืดลูกตาข้างนี้ออก จากนั้นก็ได้ลานสายตาสามร้อยหกสิบองศา
แต่หลังจากนั้นไม่นาน การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงักค้าง
ลูกตาข้างนี้หันไปทางด้านหลังของลูกตาอีกข้าง หรือก็คือช่องฝั่งที่โซฟาชิดผนัง ช่องนี้ห่างจากผนังเพียงสองเซนติเมตร ตามหลักแล้วสิ่งที่ลูกตาข้างนี้เห็นควรเป็นผนังมืด ๆ
แต่ในวินาทีนี้ กลับมีดวงตาคู่หนึ่งลอยอยู่ตรงนั้น จ้องมองเขาอย่างเงียบงัน ไม่รู้ว่าจ้องมานานเท่าไรแล้ว
