คำสารภาพกะทันหันทำให้หลิงชิงเจวี๋ยรูม่านตาหดลง ปลายหูเขาแดงระเรื่อขึ้นมา “แล้วเมื่อกี้ทำไมไม่ยิ้ม ข้านึกว่า...”
นึกว่าเมิ่งซูโกรธ จงใจพูดเรื่องคืนเงินขึ้นมา โดยมีเป้าหมายคือการจากเขาไป
เมิ่งซูปรับตัวเก่ง อ่อนข้อได้แข็งข้อเป็น ยิ่งกับคนที่ชอบ นิสัยก็ยิ่งอ่อนโยนไร้ขีดจำกัด
“เพราะข้าอาศัยอยู่กับเจ้าไง กลัวว่าถ้าใช้เงินคืนครบแล้ว เจ้าจะไล่ข้าไป... เมื่อกี้เอาแต่คิดเรื่องนี้อยู่ ก็เลยยิ้มไม่ออกจริง ๆ”
เมิ่งซูไม่ค่อยเปิดใจวิเคราะห์จิตใจตัวเองตรง ๆ แบบนี้ เขาอดทนต่อความเขินอาย ค่อย ๆ พูดว่า “ข้าไม่อยากถูกเจ้าไล่ไป แล้วก็กลัวเจ้าจะรำคาญข้า สถานการณ์แบบนี้ ข้าย่อมยิ้มไม่ออก”
“เจ้าทำอาหารให้ข้า ข้าจะไล่เจ้าไปทำไม”
หลิงชิงเจวี๋ยไม่เข้าใจอย่างยิ่ง “พวกมนุษย์จะไล่พ่อครัวไปหรือ”
“ก็คงไม่...”
“แล้วเหตุใดข้าต้องไล่เจ้าไป” หลิงชิงเจวี๋ยยังไม่เชื่อคำพูดเขา “เจ้าไม่ได้โกรธข้าจริง ๆ ใช่ไหม”
“ข้าจะโกรธอะไรเจ้าได้” เมิ่งซูมึนงง
“ก็เพราะข้าไม่บอกความจริงกับเจ้า”
เมิ่งซูนิ่งไปก่อน จากนั้นในใจก็พลุ่งพล่านด้วยความยินดีพลางยิ้ม “เจ้ารู้สึกว่าข้ามีสิทธิ์รู้ความจริงงั้นหรือ”
“...”
หลิงชิงเจวี๋ยเงียบไปชั่วอึดใจ “การรู้ความจริงก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเจ้า”
เมิ่งซูเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้าอีกครั้ง แม้เขาจะไม่ได้คาดหวังให้หลิงชิงเจวี๋ยบอกเขาอยู่แล้ว แต่สร้างความหวังให้แล้วก็ทุบทิ้งเสีย นี่มันทำร้ายจิตใจเกินไปแล้ว
เขาฝืนดึงรอยยิ้มขึ้นมา “งั้นข้าไม่ถามแล้ว”
“แต่ว่า...” หลิงชิงเจวี๋ยนั่งลงที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง มือเดียวเท้าคาง ไร้อารมณ์ความรู้สึกใด ๆ “ถ้าเจ้าจะโกรธข้าเพราะเรื่องนี้ ข้าจะเลือกบอกเจ้า”
แบบนี้ก็น่าจะลดปัญหาลงได้มาก
