ก่อนกลับบ้าน เมิ่งซูแวะไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก่อน บริจาคเงินหนึ่งหมื่นเป็นทุนจัดงานเทศกาล
ผู้ใหญ่บ้านรั้งตัวเขาไว้คุยโน่นนี่ สุดท้ายก็ถามว่า “คุณคิดว่าหมู่บ้านอ่าวจันทร์เจิดจ้าเป็นยังไงบ้าง”
เมิ่งซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเยียวยาจิตใจจริง ๆ”
กลับถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว
เมิ่งซูเปลี่ยนกลับมาสวมเสื้อฮู้ดตัวเดิม ทำอาหารเย็นเสร็จ แล้วไปเคาะประตูห้องของหลิงชิงเจวี๋ย “กินข้าวแล้วนะเหมียว”
ข้างในไร้เสียงตอบรับ
เมิ่งซูเรียกอีกครั้ง “เหมียว”
ผ่านไปสักพัก เสียงอู้อี้ของหลิงชิงเจวี๋ยก็ดังลอดออกมา “ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า”
เขาซุกหน้าลงในหมอน ยังไม่ทันตั้งหลักจากเรื่องแอบดูคนอื่นเปลี่ยนเสื้อผ้า
ทำไมเขาถึงแอบดูเมิ่งซูเปลี่ยนเสื้อผ้ากันนะ
เขาเป็นแมวที่ซื่อตรงนะ ดำเนินชีวิตอย่างเปิดเผยมาตลอด จะไปทำเรื่องน่าละอายแบบนั้นได้ยังไง
พอได้ยินเสียงของเมิ่งซู เขาก็พลันนึกถึงภาพที่แอบเห็น ราวกับภูตผีที่คอยรบกวนไม่ให้จิตใจสงบ
เมิ่งซูกระแทกหน้าผากเข้ากับบานประตู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสลด “อาหารเย็นมีส้มหอมทอดกรอบ...ข้าใช้เวลาทำนานนะ กินสักคำก็ยังดี”
ทว่าหลิงชิงเจวี๋ยไม่กล้าเจอหน้าเขาเลยสักนิด
เจ้าแมวตัวนี้กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ยุ่งเหยิงที่สุด เขาต้องการเวลามากมายเพื่อจัดระเบียบความคิดสับสนนี้
“ไม่กิน” หลิงชิงเจวี๋ยเอามืออุดหูทันที
เมิ่งซูยืนรออยู่หน้าประตูสองนาที เสียงฟังดูกดดัน “ถึงเจ้าจะเกลียดข้า ก็ต้องกินอาหารเย็นนะ”
เขาเว้นช่วงครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “ข้ารู้ว่าตัวเองน่ารำคาญ งั้นข้าจะออกไปก่อน สองชั่วโมงค่อยกลับมา ถ้าเจ้าไม่อยากเห็นหน้าข้าจริง ๆ คืนนี้ข้าไปพักที่โรงแรมในเมืองแทน”
“...แบบนี้ เจ้าออกมาได้หรือยัง”
หลิงชิงเจวี๋ยโผล่หัวออกจากผ้าห่ม ตัวเขาเองก็อธิบายความรู้สึกไม่ถูก
เขาไม่อยากเจอหน้าเมิ่งซู แต่ก็อยากให้เมิ่งซูมาง้องอน
เขาไม่ได้โกรธเมิ่งซู แต่โกรธตัวเอง
ทั้งที่รู้ว่าเมิ่งซูมันไม่ได้เรื่องสักอย่าง แต่ก็อดใจใส่ไม่ได้
เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง เปิดประตูพรวดเดียว “ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
