เมิ่งซูสูดลมหายใจลึก ตั้งสติแล้วถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าคิดว่า ความน่าจะเป็นที่ข้าจะเอาชนะราชาอสูรได้มีมากแค่ไหน”
“ถ้าคำนวณตามหลักวิทยาศาสตร์ อุดมคติ และความเป็นจริง จากการคำนวณอย่างรัดกุมของข้า ความน่าจะเป็นนั้นใกล้เคียงศูนย์”
นายกสมาคมโบกมือพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “รู้ไหมว่าเป้าหมายสูงสุดของพวกเรานักผจญภัยคืออะไร นั่นก็คือการปราบราชาอสูร และก้าวขึ้นเป็นนักผจญภัยขั้นสิบ หลายปีมานี้ อย่าว่าแต่ปราบสำเร็จเลย แม้แต่เงาของราชาอสูรก็ยังไม่เคยพบ”
เมิ่งซูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ราชาอสูรนี่มีตัวตนจริงหรือเปล่า”
“มีอยู่จริง”
“แล้วเหตุใดจึงหาไม่พบเล่า”
“เขาไม่ยอมออกมา พวกเราที่เป็นแค่ขยะกระจอกงอกง่อยจะหาพบได้อย่างไร”
เมิ่งซูถามต่อว่า “ราชาอสูรจะทำลายโลกไหม”
“นั่นก็ไม่หรอก แค่แข็งแกร่งสุด ๆ เปรียบเสมือนตัวชี้วัดพลังรบ หากเอาชนะราชาอสูรได้ ก็หมายความว่าเจ้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก”
“ถ้าอย่างนั้นการต่อสู้สุดชีวิตกับจอมอสูรเพียงเพื่ออวดเบ่งเท่านั้นเองหรือ!”
นายกสมาคมย้อนถามอย่างเห็นเป็นธรรมดา “ไม่เช่นนั้นแล้วใครจะว่างไปต่อสู้กับจอมอสูรที่มีพลังรบเกินพันกันเล่า”
คนโลกนี้มีความทะเยอทะยานและอุดมการณ์กันบ้างไหม!
สู้สุดตัวเพื่อปราบราชาอสูร ก็แค่ต้องการอวดเบ่งงั้นหรือ!
ราชาอสูรไปหาเรื่องพวกเจ้าหรืออย่างไร!
เมิ่งซูมีเรื่องอยากบ่นมากมาย แต่ชั่วขณะนั้นกลับไม่รู้จะเริ่มด่าจากตรงไหน “แล้วราชาอสูรนี่ เมื่อไหร่ถึงจะปรากฏตัว”
“เจ้าคิดจะสังหารราชาอสูรจริง ๆ หรือ”
ก็เจ้าแมวที่บ้านน่ะสิที่เอาแต่โวยวายจะสังหารราชาอสูร!
แมวบ้านไหนกันที่เอ่ยปากมาคำแรกก็จะสังหารราชาอสูร!
เมิ่งซูกัดฟันกรอด แค่นเสียงเย็น “ใครบ้างไม่ชอบอวดเบ่ง ในเมื่อเป็นนักผจญภัยแล้ว ก็ต้องยึดการปราบราชาอสูรเป็นเป้าหมายสูงสุด!”
