โต๊ะอาหารเงียบลง เหอหยุนรีบกินข้าวจนเสร็จแล้วกลับเข้าห้องไป ซูหมิงหงมีสีหน้าหม่นหมอง
ซูเวย์กับซูเฉินต่างก็มีสีหน้างุนงง
“พ่อครับ พ่อพูดจาคลุมเครือกับเธอทำไม พูดอะไรไม่พูดอะไรน่ะ ตกลงจะพูดอะไรกัน ผมไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด”
ซูหมิงหงถลึงตามองซูเฉิน “เรื่องที่ไม่ใช่ธุระของแกก็อย่าเข้ามายุ่ง”
ซูเฉินอึดอัดใจ รู้สึกว่าเหอหยุนพอเข้ามาอยู่ในบ้านก็มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
ซูเวย์ไม่คิดจะไปหาเรื่องซูหมิงหง จึงหันไปมองซ่งหวานหวนด้วยสายตาสงสัยเหมือนซูเฉิน อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ซ่งหวานหวนตบมือเธอเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก ไม่ใช่เรื่องที่พวกเธอต้องกังวล แม่กับพ่อจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
หลังอาหารเย็น ทุกคนต่างก็กลับห้องของตัวเอง
แต่ไม่นานนัก ประตูห้องของซูเฉินก็ค่อย ๆ เปิดออก เขาสอดส่องดูรอบ ๆ ผ่านช่องประตู จากนั้นจึงย่องออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วค่อย ๆ เข้าใกล้ห้องของซูหมิงหง
ซูเฉินอยากรู้มากว่าพวกเขาปิดบังเรื่องอะไรกันอยู่ จึงแอบมาฟัง
ยืนอยู่หน้าห้องก็ฟังเสียงคนข้างในพูดไม่ชัด เขาจึงค่อย ๆ หมุนลูกบิด แล้วผลักประตูให้เปิดออกเป็นช่องแคบ ๆ
ห้องนอนในวิลล่าแบบนี้มีขนาดใหญ่มาก ภายในแบ่งพื้นที่ตามการใช้งาน หากไม่สังเกตเป็นพิเศษ ก็ไม่มีทางรู้ว่ามีคนแอบเปิดประตูเข้ามา
“โทษคุณนั่นแหละ ตอนนั้นยืนกรานจะรับเธอกลับมาบ้าน ฉันบอกแล้วว่าให้รอดูไปก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ซื้อบ้านสักหลังให้เธออยู่ข้างนอกใกล้โรงเรียนก็พอ แล้วดูตอนนี้สิ...” ซ่งหวานหวนบ่น
ซูเฉินสงสัยว่า “เธอ” ที่พูดถึงคือใคร
ซูหมิงหงเดินวนไปมาในห้อง คิ้วขมวดแน่น “ถึงอย่างไรเธอก็เป็นลูกสาวของเรา ในเมื่อหาเจอแล้ว จะปล่อยให้อยู่ข้างนอกได้ยังไง”
