ฉินเป่าเอ๋อร์กำลังจะเอ่ยปากบอกเซียวเหิง
ผู้ใดคาดคิดว่า นางยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย เซียวเหิงก็รวบเอวบางของนางแล้วอุ้มลงจากเกวียนอีกครั้ง
เขาพึ่งวางนางลง ฉินเป่าเอ๋อร์กลับโซซัดโซเซซบเข้าสู่อ้อมอกของเขา
เซียวเหิงขมวดคิ้ว
ก็ได้ยินเสียงอู้อี้ของสตรีผู้นั้นดังมาจากในอ้อมอก “ข้าขออภัย มิได้ตั้งใจ ข้านั่งนานเกินไป ขาชาไปหมดแล้ว!
เมื่อครู่ข้าคิดจะบอกท่านอยู่รอมร่อ ใครจะรู้ว่าท่านจะเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้… ท่านรอให้ข้าหายชาก่อนเถิด…”
นางอับอายขายหน้าจนแทบสิ้นอยากมีชีวิต
ดีที่ยังมีผ้าพันคอปิดบังใบหน้าของนางเอาไว้ มิเช่นนั้นเซียวเหิงคงได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำราวกับกุ้งสุกเป็นแน่
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเป่าเอ๋อร์ คิ้วที่ขมวดอยู่ของเซียวเหิงก็คลายออก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาเคยอุ้มนางเช่นนี้ถึงสองครั้งหรือไม่ เรื่องนี้จึงแทรกซึมกลายเป็นความเคยชินไปโดยไม่รู้ตัว
สมองยังมิทันได้คิด มือก็เคลื่อนไหวไปก่อนเสียแล้ว
ส่วนเหตุผลที่อุ้มนางลงจากเกวียนนั้น เซียวเหิงก็เพียงแค่คิดว่า นางรูปร่างเล็กเตี้ยอยู่แล้ว การสวมชุดแต่งงานย่อมไม่สะดวก
แต่ในยามนี้ เซียวเหิงจะอุ้มก็มิใช่ จะถอยก็มิใช่
จำต้องยืนอยู่ที่เดิม ทำหน้าที่เป็นเสาค้ำยัน
มือของฉินเป่าเอ๋อร์ยึดเกาะอยู่ที่สีข้างของเซียวเหิง ครึ่งหนึ่งของร่างพิงอิงแอบกายเขา
ศีรษะของนางเพิ่งจะสูงถึงระดับอกของเขาพอดี
ยามก่อนเพียงแค่มองจากระยะไกลก็หาได้รู้สึกเช่นนี้ไม่
มาเทียบเคียงกันเช่นนี้แล้ว ฉินเป่าเอ๋อร์พึ่งได้รู้ว่าความแตกต่างของสรีระคนทั้งคู่ช่างมากมายถึงเพียงนี้
มิน่าเล่าเขาจึงรวบเอวนางอยู่เสมอ ประหนึ่งอุ้มเด็ก หรือลูกแมวลูกสุนัข หิ้วไปหิ้วมา
คาดว่าในสายตาของเขา นางกับพวกมันก็หาได้ต่างกันมากมายอะไรนัก
