ไช่กุ้ยเฟินมองฉินเป่าเอ๋อร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เจ้ามาได้อย่างไร”
ฉินเป่าเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปข้างหน้าสองก้าว
นางยกกระบุงขึ้นมาตรงหน้า กล่าวว่า “ท่านป้า ข้าน้อยมาเยี่ยมท่านยาย พร้อมกับเรียนท่านว่าอีกครึ่งเดือนเชิญไปดื่มสุรามงคลที่บ้านข้าน้อย”
เนื่องจากเวลากระชั้นชิด หลี่ชุ่ยฮวาและคนอื่น ๆ จึงไม่ทันเตรียมบัตรเชิญ ได้แต่บอกกล่าวด้วยวาจา
พอเอ่ยถึงงานวิวาห์ของฉินพันตี้ ไช่กุ้ยเฟินก็ยิ่งรู้สึกขัดเคืองใจ
เหตุใดเรื่องดี ๆ จึงตกแก่หลี่ชุ่ยฮวาเสียหมด
นางพูดเสียดสีว่า “หึ เรื่องงานสมรสของพี่สาวรองของเจ้า เกรงว่าตอนนี้ทั้งเมืองชิงหยางคงไม่มีผู้ใดไม่รู้ เหตุใดต้องอุตส่าห์มาบอกพวกข้าด้วยเล่า
ข้าว่าแม่เจ้าคงจงใจมาอวดกระมัง”
ฉินเป่าเอ๋อร์รู้ดีว่าเวลานี้นางจะพูดอะไรก็ผิดทั้งสิ้น
ดังนั้นนางจึงได้แต่ยิ้ม
คงเป็นเพราะได้ยินเสียงพวกนางสนทนากัน ประตูเรือนหลักจึงเปิดออกพอดีในยามนี้
หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งตั้งครรภ์ห้าหกเดือนเดินยิ้มแย้มตรงมาทางฉินเป่าเอ๋อร์
“น้องสาวเป่าเอ๋อร์มาแล้วหรือ รีบเข้ามานั่งข้างในเถิด ท่านย่าบ่นคิดถึงเจ้ามานานแล้ว”
ผู้นี้คือมารดาของหลี่เชียนเชียน จ้าวชุนหนี
จ้าวชุนหนียื่นมือไปหมายจะรับกระบุงในมือฉินเป่าเอ๋อร์
ฉินเป่าเอ๋อร์รีบกล่าวว่า “พี่สะใภ้ ท่านมีครรภ์อยู่ ไม่สะดวก ให้ข้าน้อยถือเองเถิด”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรดอก พวกเราชาวบ้าน จะบอบบางเช่นนั้นเชียวหรือ”
กล่าวพลางแย่งกระบุงในมือฉินเป่าเอ๋อร์ไป
เวลานี้ก็ได้ยินเสียงไช่กุ้ยเฟินพูดขึ้นอีกว่า “จริงแท้ สตรีชาวบ้านเรา ผู้ใดเล่ามิใช่แบกท้องโตไปทำนาได้ตามปกติ เหตุใดต้องทำเป็นพิเศษ”
