【หมิงเยี่ยน: ไม่เอาดีกว่า ได้ยินว่าเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่รู้ว่าจะฉี่รดกางเกงหรือเปล่า น่าอายจะตาย!】
【โยวโยว: ไปเถอะ คนปัญญาอ่อนน่าสนุกจะตาย อยากแกล้งยังไงก็แกล้งได้!】
เจียงหมิงลูบหัวเจียงเสี่ยวสุ่ยเบา ๆ “ชอบอะไรก็บอกน้องสาว ให้น้องสาวซื้อให้สิ”
เจียงเสี่ยวสุ่ยพยักหน้า ดวงตาหงส์คู่งามพราวระยับราวดวงดาว “พี่รอง ตอนบ่ายเวลาคุยเรื่องความร่วมมือ เลี่ยงคำว่า ‘น้ำ’ ไว้นะ ไม่อย่างนั้นจะเสียทรัพย์”
เจียงหมิงหยอกเย้า “โธ่ ทำไมพูดจาเหมือนหมอดูตัวน้อยเลย อยากเรียนเป็นตัวนำโชคเหมือนน้องสาวด้วยหรือไง”
เขายิ้มพลางดีดปลายจมูกเด็กหญิงเบา ๆ “พี่ไปก่อนนะ ตอนบ่ายฟังที่น้องสาวบอก อย่าวิ่งไปไหนมั่วซั่วล่ะ”
……
หวังเย่าชิ่ง คนขับรถ ไปส่งเจียงหมิงกลับบริษัท
ช่วงบ่ายเจียงหมิงไม่ได้ใช้รถ หวังเย่าชิ่งว่างไม่มีอะไรทำ จึงไปตลาดซื้อซี่โครงมาสองชั่ง ตั้งใจกลับไปตุ๋นน้ำแกงแล้วเอาไปให้แม่เฒ่าที่โรงพยาบาล
พอไปถึงใต้ตึกที่พัก ก็เห็นรถพยาบาลจอดอยู่หน้าทางเข้า
เจ้าหน้าที่กำลังเข็นเปลเข้าไปในลิฟต์
ป้าหลิวเพื่อนบ้านคว้าแขนเขาไว้ “เสี่ยวหวัง รีบขึ้นไปดูเร็ว ถิงถิงป่วยกะทันหัน ชักเกร็ง กลัวว่าจะเป็นลมชักน่ะ!”
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้!”
“เมื่อกี้ฉันไปบ้านเธอเพื่อขอยืมไขควง พอเข้าไปก็เห็นเมียเธอกับถิงถิงกำลังกินข้าว เพิ่งพูดกันได้สองคำ จู่ ๆ ถิงถิงก็ล้มลงไปชัก แถมยังมีฟองออกจากปากด้วย”
หวังเย่าชิ่งรอลิฟต์ไม่ไหว โยนซี่โครงทิ้งแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน
ลูกสาวของเขาชักเกร็งจนแขนขาบิดเบี้ยว เหลือกตาขึ้นและมีฟองออกจากปาก ราวกับถูกผีเข้า
ภรรยาของเขาคุกเข่าอยู่บนพื้น พยายามกดตัวลูกสาวไว้สุดแรง แพทย์หลายคนช่วยกันจับแขนขาเธอ ก่อนเอาแผ่นไม้สอดเข้าไปในปาก
“เกิดอาการลมชักเฉียบพลัน ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที ญาติเตรียมตัวไว้ด้วยครับ”
“พี่หวัง จะทำยังไงดี!” ภรรยาของเขาทรุดนั่งลงกับพื้น พอเห็นเขาก็เหมือนเจอหลักให้ยึดเหนี่ยว
หัวใจหวังเย่าชิ่งปวดร้าว เขาพยุงภรรยาขึ้นมาปลอบ “ไม่ต้องห่วง ถิงถิงเป็นเด็กมีบุญ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ คุณไปโรงพยาบาลกับรถพยาบาลก่อน ผมเก็บของแล้วจะตามไป”
“อื้ม งั้นรีบตามมานะ!”
หวังเย่าชิ่งกำชับ “อย่าเพิ่งบอกแม่ แม่อายุมากแล้ว รับเรื่องแบบนี้ไม่ไหว”
ภรรยาพยักหน้าทั้งน้ำตา “ฉันรู้แล้ว”
หลังรถพยาบาลออกไป ป้าหลิวช่วยเขาเก็บของใช้ส่วนตัวของลูกสาว หวังเย่าชิ่งค้นตู้ในห้องนอนกับตรงทางเข้าอยู่หลายรอบ แต่ก็หาบัตรประชาชนไม่เจอ
ป้าหลิวเร่ง “เสี่ยวหวัง เสร็จหรือยัง รีบหน่อย!”
ท่ามกลางความเร่งรีบ นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งร่วงออกมาจากกระเป๋า
เขาล้วงมือคลำดู แล้วพบว่าบัตรประชาชนอยู่ในกระเป๋า
“มาแล้วครับ”
ขณะที่กำลังจะออกไป เขาเหยียบโดนนกกระเรียนกระดาษตัวนั้น จึงขยับเท้าหลบแล้วก้มเก็บมันขึ้นมา
สีหน้าจริงจังของเด็กหญิงผุดขึ้นมาในหัว
——“เอามันไปเผาในกระถางธูปตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้ของห้องนอนฝั่งตะวันออกในบ้านคุณ แล้วอาการป่วยของคนในครอบครัวจะหาย”
แต่บ้านเขาไม่มีกระถางธูปนี่นา?
“เสี่ยวหวัง ทำอะไรอยู่?” ป้าหลิวเดินตามมาถึง “นี่อะไรน่ะ?”
หวังเย่าชิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเล่าเรื่องนกกระเรียนกระดาษให้ป้าหลิวฟัง
ห้องนอนฝั่งตะวันออกเป็นห้องที่แม่ของเขาอยู่ มีระเบียงเล็ก ๆ อยู่ด้วย
เขารีบเดินไปดู แล้วก็พบกระถางธูปเก่าใบเล็กอยู่ในกองของจิปาถะตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้ของระเบียง ข้างในยังมีขี้เถ้าธูปที่เผาแล้วด้วย
หัวใจเขาสั่นสะท้าน คุณหนูเพิ่งมาถึงจินซื่อวันนี้เอง ไม่มีทางรู้จักคนในครอบครัวเขา แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าบ้านนี้มีกระถางธูป
แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
หวังเย่าชิ่งไม่มีเวลาลังเล เขาประคองนกกระเรียนกระดาษด้วยมือสั่นเทาไปวางในกระถางธูป แล้วจุดไฟแช็ก
เขากดไฟแช็กอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีไฟออกมา
ป้าหลิวเร่งเขา “คำพูดเหลวไหลของเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอก็เชื่อด้วยเหรอ นี่ก็แค่นกกระเรียนกระดาษธรรมดา จะเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นได้ยังไง ฟังป้านะ รีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
ครั้งสุดท้าย เขาใช้มือบังไฟแช็กไว้
แชะ!
เปลวไฟพุ่งไปติดนกกระเรียนกระดาษ ก่อนค่อย ๆ กลืนเส้นสีแดงบนตัวมันจนหมด
พรึ่บ!
เปลวไฟลุกโชนขึ้นอย่างฉับพลัน ควันสีเขียวอมม่วงกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมา พร้อมกลิ่นเหม็นรุนแรง แล้วก็ดับวูบไป
หวังเย่าชิ่งตกใจจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
นกกระเรียนกระดาษถูกเผาจนหมดอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเถ้าสีดำกองหนึ่ง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ป้าหลิวลูบอกอย่างโล่งใจ “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้ผล ผู้ชายตัวโตอย่างเธอ เวลาคับขันแบบนี้ยังจะไปเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอีก”
หวังเย่าชิ่งยกมือกุมหน้าผากอย่างเสียใจ “ผมคงร้อนใจจนเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ”
แทนที่จะรีบไปดูลูกสาวที่โรงพยาบาล เขากลับไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของคนปัญญาอ่อนเสียได้
เขาพยุงตัวลุกขึ้นจากกำแพง หยิบชุดนอนกับกะละมังเตรียมออกไป จู่ ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น
“ที่รัก ถิงถิงฟื้นแล้ว หมอบอกว่าตัดเรื่องลมชักออกไปได้ เป็นอาการแพ้ถั่วลิสง ตอนนี้ฟื้นแล้วนะ”
“อ้อ เมื่อกี้โรงพยาบาลโทรมาบอกด้วยว่าแม่หายไข้แล้ว ผลตรวจทุกอย่างก็ปกติดี บ่ายนี้ออกจากโรงพยาบาลได้ คุณเอาเอกสารของแม่ไปด้วยนะ”
หวังเย่าชิ่งนิ่งงันไปพักใหญ่ กว่าจะเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ “จริงเหรอ คุณไม่ได้หลอกผมนะ”
ภรรยาที่อยู่ปลายสายเริ่มไม่พอใจ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฉันจะหลอกคุณทำไม”
“ดี ดีแล้ว ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” หวังเย่าชิ่งวางสายด้วยความตื่นเต้น เขาคว้าแขนป้าหลิวไว้ “ได้ผลแล้วครับป้า! เธอไม่ได้หลอกผม ถิงถิงหายแล้ว!”
ป้าหลิวถามอย่างกังขา “หายแล้วจริง ๆ เหรอ?”
“แน่นอนครับ ผมจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ” หวังเย่าชิ่งตื่นเต้นจนถูมือไปมา
ถ้าไม่มีความสามารถจริง คุณหนูจะรู้ได้ยังไงว่าบ้านเขามีกระถางธูป แถมยังรู้ด้วยว่ามันอยู่ตรงไหน
รอจัดการให้แม่กับลูกสาวเรียบร้อยแล้ว เขาจะให้ภรรยาไปตรวจดูด้วย ถ้าอาการป่วยของภรรยาหายได้เหมือนกัน นั่นคงมหัศจรรย์เกินไปแล้ว!
เขาต้องขอบคุณคุณหนูให้ดี ไม่สิ ต้องขอบคุณอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่!
……
เจียงเสี่ยวสุ่ยยังไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นอาจารย์เจียงไปแล้ว ตอนนี้เธอกำลังเกาะกระจกของลิฟต์ชมวิวอย่างอยากรู้อยากเห็น มองร้านค้าที่ส่องประกายหลากสีอยู่ทีละชั้น ๆ ผ่านลงไปใต้ฝ่าเท้า
เจียงหมิงจู๋ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอับอายจนแทบอยากมุดดินหนี
“จูจู พี่สาวเธอทำเหมือนไม่เคยนั่งลิฟต์มาก่อนเลยนะ ก่อนหน้านี้เธออยู่ที่ไหนกัน ถึงได้จนขนาดนั้น?” ฉือโยวโยวแสร้งยิ้มถาม
เจียงหมิงจู๋ทำหน้าอึดอัด แต่ก็ยังแกล้งปกป้องเจียงเสี่ยวสุ่ย “พี่สาวแค่สุขภาพไม่ค่อยดี อยู่บ้านเด็กกำพร้ามาตลอด ก็เลยไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน”
“พี่สาว นี่เรียกว่าลิฟต์นะ ที่ที่พี่อยู่ไม่มีลิฟต์เหรอ?”
เจียงเสี่ยวสุ่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “ไม่มี พวกเราไม่จำเป็นต้องใช้”
ในยุคของพวกเธอ พลังวิญญาณมีอยู่เต็มเปี่ยม ทุกคนเหาะกระบี่ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟต์ไร้สาระนี่เลย
แต่เธอชอบที่นี่นะ หน้าหนาวต้องเหาะกระบี่ฝ่าลมหนาว จะสบายเท่านั่งลิฟต์ได้ยังไง ห้างที่นี่เหมือนวังหลวงเลย ไม่สิ สวยกว่าวังหลวงอีก
ฉือโยวโยวกับไป๋หมิงเยี่ยนสบตากัน ก่อนจะปิดปากหัวเราะคิกคัก “จูจู ดูท่าทางที่พี่สาวเธอเกาะกระจกสิ เหมือนคางคกตัวใหญ่ไหม ฮ่า ๆๆ!”
“จูจู นี่พี่สาวเธอจริง ๆ เหรอ บ้านเธอคงมียีนโรคจิตอยู่ในครอบครัวสินะ”
เจียงหมิงจู๋นึกเสียใจที่พาเจียงเสี่ยวสุ่ยออกมาด้วย เดิมทีตั้งใจจะข่มเธอสักหน่อย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวเองที่ถูกหัวเราะเยาะ
เธอเร่งฝีเท้าสองก้าว ทิ้งระยะห่างจากเจียงเสี่ยวสุ่ย
ในร้านเครื่องประดับ พนักงานหญิงจำเจียงหมิงจู๋ได้ จึงรีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “คุณหนูเจียง เครื่องประดับล็อตใหม่เพิ่งมาถึง สนใจดูไหมคะ?”
นี่เป็นร้านหยก
ไป๋หมิงเยี่ยนดึงแขนเธอไว้ “จูจู ที่นี่แพงเกินไปหรือเปล่า เราไปดูร้านข้าง ๆ กันเถอะ”
เจียงหมิงจู๋ไม่สนใจเธอ แล้วบอกพนักงานว่า “สร้อยเส้นที่ฉันดูคราวก่อน ห่อให้ฉันด้วยค่ะ”
“จูจู! สร้อยเส้นนั้นตั้งห้าแสนกว่าหยวนนะ เธอไม่ได้บอกว่าเงินไม่พอเหรอ?” ฉือโยวโยวถามอย่างประหลาดใจ สีหน้าฉายแววอิจฉาอยู่หลายส่วน
ในที่สุดเจียงหมิงจู๋ก็ได้ระบายความขุ่นเคืองที่กลั้นมาตลอดทางออกมา และเรียกศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้บ้าง
เธอจัดปอยผมอย่างไว้ตัว “พี่รองซื้อให้ฉัน”
“ว้าว จูจู เธอโชคดีจริง ๆ” ไป๋หมิงเยี่ยนคล้องแขนเจียงหมิงจู๋อย่างอิจฉา พลางออดอ้อน “ทำไมพวกเราไม่มีพี่ชายดี ๆ แบบเธอบ้าง พี่รองเธอแต่งงานหรือยัง? ไม่งั้นแนะนำฉันให้เขารู้จักหน่อยสิ”
เจียงหมิงจู๋เห็นรองพื้นบนหน้าอีกฝ่ายเป็นคราบ ในใจก่นด่าว่า ‘คางคกยังคิดจะกินเนื้อหงส์’ แต่ปากกลับยิ้มอย่างลำบากใจ “ฉันก็อยากเหมือนกัน แต่พี่รองบอกว่าไม่คิดจะหาใคร เขากลัวว่าถ้ามีพี่สะใภ้แล้ว พี่สะใภ้จะรังแกฉัน”
ท่าทางหยิ่งผยองของเธอทำให้ฉือโยวโยวกับไป๋หมิงเยี่ยนสีหน้าไม่สู้ดี
ฉือโยวโยวเอ่ย “จูจู อย่ามั่นใจเกินไปนักสิ พอพี่สาวกลับมาแล้ว พี่รองเธอต้องเอ็นดูพี่สาวมากกว่าอยู่แล้ว”
“นั่นสิ เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” ไป๋หมิงเยี่ยนพูดเสียงเย็น “บางทีพี่ชายเธอซื้อสร้อยให้ ก็เพราะอยากให้เธอดีกับพี่สาว เลยชดเชยให้ล่วงหน้าก็ได้นะ”
คำพูดนี้กระทบจุดเจ็บของเจียงหมิงจู๋พอดี
