“หมิงจูก็เป็นเด็กเหมือนกันนะคะ คุณจะลำเอียงให้คนหนึ่งแล้วละเลยอีกคนไม่ได้สิ!”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ดูไม่สู้ดี “ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง นี่เป็นของขวัญให้ลูกสะใภ้ ถ้าหมิงจูชอบ ฉันจะให้พ่อบ้านเลือกหยกชิ้นดี ๆ มาให้อีกชิ้น”
“จะต้องลำบากขนาดนั้นทำไมคะ ต่อไปเสี่ยวสุ่ยแต่งเข้าไปแล้ว คุณอยากมอบอะไรให้เธอก็ให้ได้ ไม่เห็นต้องเสียดายแค่ชิ้นเดียวเลย”
เจียงหมิงเอ่ยอย่างโกรธเคือง “คุณย่าครับ จูจูไม่ต้องการจี้หยกหรอกครับ คืนจี้หยกให้คุณย่าฟู่เถอะ เรื่องแต่งงานของพวกเราค่อยคุยกันวันหลัง”
เขาพูดต่อ “ผมได้ยินมาว่าฟู่หมิงหยวนฟื้นแล้ว รอให้เขาลงจากเตียงได้ก่อน ค่อยให้เขามาพบเสี่ยวสุ่ย พอทั้งสองคนตกลงกันแล้วค่อยพูดเรื่องแต่งงาน”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะรอได้นานขนาดนั้นที่ไหน
อาจารย์หวังบอกว่า ถ้าเมื่อวานไม่ได้เจียงเสี่ยวสุ่ย ฟู่หมิงหยวนคงตายไปแล้ว
ตอนนี้ฟู่หมิงหยวนแม้จะฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ปราณอาฆาตจากโลหิตยังไม่สลาย หากไม่มีเจียงเสี่ยวสุ่ยคอยคุ้มครอง อีกไม่นานเขาก็ต้องตายอีกครั้ง
เรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่เธอไม่กล้าเอาชีวิตหลานชายตัวเองมาเดิมพัน
ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ
งานแต่งนี้ต้องเกิดขึ้นให้ได้
เธอยิ้มพลางถอดกำไลหยกออกจากแขน แล้วกล่าวว่า “หมิงจู กำไลหยกวงนี้อยู่กับฉันมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นได้มาจากงานประมูล มีแค่วงเดียว ตอนนี้ราคาคงขึ้นไปเป็นสองเท่าแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองอย่างคลางแคลงใจ แต่ครู่ต่อมาก็ดวงตาเป็นประกาย
เธออายุพอ ๆ กับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ ทั้งยังคลุกคลีอยู่ในแวดวงอัญมณีมาหลายปี แค่เห็นแวบเดียวก็จำเนื้อหยกชิ้นนี้ได้ มันดีกว่าชิ้นที่อยู่ในมือเธอจริง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าว “ปกติฉันยังไม่กล้าใส่หยกชิ้นนี้เลย วันนี้มาคุยเรื่องแต่งงานก็เลยตั้งใจใส่มา มอบให้หมิงจูเป็นของขวัญที่ได้พบกันครั้งแรก อย่ารังเกียจเลยนะ”
