เจียงเหมยดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี ท่วงทำนองโบราณอันแผ่วเบาราวกับช่วยปลอบประโลมจิตวิญญาณ ทำให้เธอวางภาระหนักอึ้งลงได้ไม่น้อย
เธอถามไป๋หงเป่าอย่างแปลกใจว่า “คุณมองฉันทำไม?”
ไป๋หงเป่าช่วยรวบผมสีขาวข้างขมับของเธอขึ้นพลางพูดว่า “ผมนึกถึงตอนที่เราเพิ่งเจอกันได้แล้ว ตอนนั้นคุณถักเปียสองข้างเหมือนเขาแพะ สะพายเข่งหญ้าหมู ดูขยันขันแข็งมาก”
เจียงเหมยหัวเราะ “คุณจำผิดแล้วมั้ง ฉันไว้ผมยาวเพราะเสียดายไม่อยากตัดตอนมาถึงกว่างโจว ตอนอยู่ในหมู่บ้าน ฉันตัดผมสั้นตามคำเรียกร้องของคณะกรรมการหมู่บ้าน ยาวแค่คางเอง”
เธอยิ้มละไม ไม่ได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งคู่แจ่มใสมีชีวิตชีวา ดูกระฉับกระเฉงกว่าก่อนป่วยมาก
ไป๋หงเป่ามองดวงตาเป็นประกายของเธออย่างเหม่อลอย
เขารู้สึกว่าสายตาของเจียงเหมยเปลี่ยนไป แต่กลับบอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนตรงไหน
สายตาที่เธอมองเขาเหมือนจะไม่มีความอาลัยอาวรณ์อย่างแต่ก่อนแล้ว เมื่อก่อนเขามั่นใจมากว่าเจียงเหมยไม่มีวันจากไป แต่ตอนนี้ ในดวงตาของเธอกลับมีโลกกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ในนั้น
“จริงเหรอ? งั้นผมคงจำสลับกันแล้วล่ะ” เขารีบยิ้มประจบ “แก่แล้ว ๆ เรื่องหลายอย่างจำไม่ค่อยได้ เลอะเลือนไปหมด”
เจียงเหมยว่า “แค่จำเรื่องงานได้ก็พอแล้ว คุณรีบเข้าไปเถอะ ฉันเดินเล่นแถวนี้สักหน่อย”
ไป๋หงเป่าไม่วางใจ “คุณไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ? อยู่คนเดียวก็ไม่รู้ทาง แถมพูดภาษาที่นี่ไม่เป็น ถ้าหลงทางจะทำยังไง?”
เจียงเหมยหัวเราะ “ฉันแค่เดินดูแถวนี้เอง จะหลงทางง่ายขนาดนั้นได้ยังไง ฉันมีโทรศัพท์นะ ถ้าหาทางกลับไม่เจี๋ยว เดี๋ยวส่งตำแหน่งให้คุณก็ได้”
ไป๋หงเป่ามองรอยยิ้มของเธอ แล้วก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาเหมือนว่าวที่ลอยออกไป เมื่อก่อนยังมีสายเส้นหนึ่งผูกไว้ แต่ตอนนี้สายขาดแล้ว ลมพัดมาเพียงระลอกเดียวก็อาจพาเขาลอยหายไป และหากถูกพัดไปแล้ว คงยากที่จะกลับมาได้อีก
ตอนนี้เขากังวลอยู่ทุกขณะ แค่คลาดสายตาเพียงชั่วครู่ ก็กลัวว่าจะหาเจียงเหมยไม่เจออีกแล้ว
