วิลเลียมยังคงยิ้มละไม สีหน้าสุภาพอ่อนโยน “ปากกล้าไม่เบา ฉันกล้าให้ก็จริง แต่เกรงว่าเธอจะไม่มีชีวิตอยู่รับ”
“อย่างคุณน่ะหรือ แม้แต่ถือรองเท้าให้เธอยังไม่คู่ควร”
สมิธเอ่ยเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยน้ำเสียงขรึม “พอผู้หญิงคนนั้นแสดงจบ ก็พาเธอไปที่ห้องฉัน ฉันอยากเห็นนักว่าเธอจะเก่งสักแค่ไหน”
วิลเลียม “คุณกล้าหรือ”
เขาก้าวเข้าไปต่อยเบ้าตาของสมิธเต็มแรง
เมื่อได้ยินเสียงเอะอะ บรรดาบอดี้การ์ดก็กรูกันเข้ามา พยายามแยกวิลเลียมกับสมิธออกจากกัน
ในจังหวะนั้นเอง เซวียเหวินสังเกตเห็นความผิดปกติก่อนใคร
“หยุดเถอะ เขาดูไม่ปกติ ระวังจะเกิดเรื่อง”
สมิธรู้สึกเพียงว่าเสียงพิณข้างหูดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ขมับส่งเสียงหึ่ง ๆ ปวดหัวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง คล้ายวิญญาณกำลังจะถูกดึงออกจากร่าง
ชั่วพริบตาต่อมา คนทั้งสามที่อยู่ตรงมุมห้องก็หายวับไป
บรรดาบอดี้การ์ดยืนตะลึงอยู่กับที่
“คนหายไปไหนแล้ว?”
“เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย เกิดอะไรขึ้น?”
วิลเลียมกำลังคร่อมต่อยสมิธอยู่ ทั้งคู่เพิ่งอยู่ใต้เวทีเมื่อครู่ ทว่าพริบตาถัดมากลับตกลงไปในโลกน้ำแข็งและหิมะ
เซวียเหวินที่จับแขนวิลเลียมอยู่ก็ถูกพาเข้ามาด้วย
สมิธเพิ่งจะอ้าปาก แส้ยาวก็ฟาดลงมาจากกลางอากาศ ทำเอาเนื้อหนังแตกยับ
วิลเลียมกลิ้งหลบไปด้านข้าง ปล่อยให้แส้เหล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศเฆี่ยนตีอีกฝ่ายตามใจ
เต่าวิญญาณเดือดดาลจนแทบระเบิด
“กล้าคิดไม่ซื่อกับนายท่านหรือ เดี๋ยวฉันจะตีแกให้ตาย ไอ้สารเลว!”
แส้เหล็กมีหนามแหลม ทุกครั้งที่ฟาดลงไปก็ฉีกเนื้อหนังออกมาเป็นแถบใหญ่
จากนั้นเนื้อหนังกลับสมานตัวอีกครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สมิธทำได้เพียงทนรับความเจ็บปวดไม่หยุด แต่ร่างกายกลับไม่ได้รับบาดเจ็บจริง ๆ
