ตำรวจหลายนายกระโดดลงไป พอเห็นภาพเบื้องล่างต่างก็โกรธจนแทบตาถลน
เด็กหญิงอายุราวเจ็ดแปดขวบ ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นอนเปลือยกายอยู่บนเตียง สวมเพียงผ้าอ้อมผู้ใหญ่หนึ่งชิ้น บนเตียงปูผ้าห่มสกปรกผืนหนึ่ง
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นเปรี้ยวเหม็นจากสิ่งปฏิกูลที่หมักหมมมานาน ห้องใต้ดินหนาวเย็น อุณหภูมิที่สัมผัสได้ยังต่ำกว่าข้างนอกเสียอีก ริมฝีปากของเด็กหญิงเขียวคล้ำเพราะความหนาว แทบไม่เหลือความรู้สึกแล้ว
ตำรวจประคองเธอขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเห็นแผลกดทับขึ้นเต็มแผ่นหลังและก้น
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครขยับตัวเธอมานานแล้ว อีกทั้งเธอเองก็หมดความสามารถที่จะขยับตัวได้ด้วย
ตำรวจนายหนึ่งทนไม่ไหว เตะหยางข่ายจนล้มคว่ำลงกับพื้น
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ยังไม่ยอมสารภาพอีกหรือ?”
หยางข่ายละล่ำละลัก “ผม...ผมไม่รู้จริง ๆ!”
“มีเด็กตัวโตขนาดนี้อยู่ในห้องใต้ดินของโรงแรมคุณ คุณไม่รู้หรือไง?”
หัวหน้าชุดสั่ง “พากลับไปสอบสวนก่อน ช่วยคนก่อน”
เจียงเสี่ยวสุ่ยเดินมาที่ข้างเตียง เธอวาดอักขระกลางอากาศ อักขระสีทองลอยลงบนตัวเด็กหญิง
ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งลอยออกมาจากแผ่นกระดาษ มองเจียงเสี่ยวสุ่ยอย่างงุนงง
เธอถูกอู่ทงควบคุมมานานเกินไป จนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร
“ไปเถอะ!”
เจียงเสี่ยวสุ่ยแตะหว่างคิ้วของเธอเบา ๆ เด็กหญิงจึงค่อย ๆ ลอยลงไปอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะกลับเข้าไปในร่างเด็กหญิงบนเตียง
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดดังปัง!
เงาร่างกลางอากาศสะดุ้งตกใจ รีบพุ่งกลับเข้าไปในแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว
“อย่าแตะต้องเธอ! ฉันเป็นหมอ รีบหลีกไป!”
หมอหลายคนหามเปลลงมา พอเห็นเด็กหญิงบนเตียงก็พากันตกใจ
“ให้ออกซิเจน วัดความดันโลหิต”
“ระดับออกซิเจนในเลือดกำลังลดลง ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ”
“ไม่พบบาดแผลภายนอกชัดเจน กล้ามเนื้อขาท่อนล่างไม่มีปฏิกิริยาทางประสาท สงสัยกระดูกสันหลังบาดเจ็บ เคลื่อนย้ายอย่างระวัง”
