15 นาทีต่อมา เสียงกลไกดังแกร๊ก จิตวิญญาณแห่งเครื่องจักรกลับคืนสู่ความสงบและร่วมขับเคลื่อนลิฟต์
ทุกคนหลุดพ้นจากศัตรูได้ชั่วคราว
เมื่อมองลงมาจากด้านบน เหล่าแม่ชีอาจมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ด้วยสายตาอันน่าทึ่งของสายรุ่นแห่งดวงดาว ประกอบกับทัศนวิสัยที่กว้างไกลขึ้นตามระดับความสูง เหตุการณ์นองเลือดอีกมากมายจึงปรากฏแก่สายตา
โลกนี้มันเฮงซวยจริง ๆ
ขณะนั้น แม่ชีใหญ่ผู้ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดก็เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันว่า “ท่าน”
“หืม?”
หลินเสี่ยหันกลับไปมองเธอ
แม่ชีใหญ่พูดต่อด้วยน้ำเสียงตำหนิตัวเอง “ชั้นบนสุดเป็นจุดที่ความโกลาหลปะทุขึ้น ภัยคุกคามที่เราต้องเผชิญต่อจากนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น ขอท่านอย่าคอยเป็นห่วงพวกเรามากเกินไป โปรดเชื่อว่าเราดูแลตัวเองได้”
หลินเสี่ยเข้าใจความหมาย เธอกำลังเตือนเขาอยู่
แม่ชีนักรบในยุคสี่หมื่นไม่ได้อ่อนแอเหมือนภาพลักษณ์ในยุคสามหมื่น แท้จริงแล้ว ในฐานะกองกำลังติดอาวุธสำคัญของศาสนจักร พวกเธอมีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา นอกจากจะมีอุปกรณ์ทรงพลังแล้ว ยังผ่านการดัดแปลงร่างกายและการอบรมศรัทธา เพื่อปลูกฝังเจตจำนงที่พร้อมสละชีวิตโดยไม่หวั่นเกรง ทั้งเพื่อจักรพรรดิและเพื่อมนุษยชาติ
สำหรับพวกเธอ การเสียสละเป็นสิ่งสมควรอยู่แล้ว ไม่อาจปล่อยให้สายรุ่นแห่งดวงดาวต้องเสี่ยงอันตราย หรือถึงขั้นยั้งพลังของตน เพียงเพื่อช่วยพวกเธอเพราะตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
ยิ่งไปกว่านั้น นั่นไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่เป็นการดูหมิ่น
หลินเสี่ยไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้น เขาแค่รู้สึกว่าถ้าช่วยได้ก็ช่วยไปตามเรื่อง เป็นผลจากการศึกษาที่ได้รับในสังคมเดิม
ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กพลัดตกน้ำจนอยู่ในอันตรายพอดีคุณว่ายน้ำเป็น แถมยังมีห่วงชูชีพอยู่ข้าง ๆ คุณจะช่วยไหม?
คนส่วนใหญ่คงเลือกช่วย
นั่นเป็นเพราะมโนธรรม
แต่เมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนี้ หลินเสี่ยก็เลือกเคารพการตัดสินใจของพวกเธอ
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นว่าหลินเสี่ยไม่ได้โกรธ แม่ชีใหญ่ก็กล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ขอบคุณที่เข้าใจ ท่าน เราแค่ไม่อยากเป็นภาระของจักรวรรดิ”
หลินเสี่ยพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ ภายในลิฟต์ทั้งตัวเหลือเพียงเสียงบี๊บ ๆ ขณะที่นักบวชจักรกลคอยปรับค่าพารามิเตอร์
จนกระทั่งลิฟต์ที่กำลังขึ้นเริ่มเคลื่อนตัวอย่างราบรื่น แผ่นเหล็กกั้นด้านหน้าก็เลื่อนลงดังแกร๊ก
ถึงชั้นบนสุดแล้ว
หลังเก็บนักบวชจักรกลกลับเข้าไปในกล่องเหล็ก ทุกคนก็เดินออกจากลิฟต์ ก้าวเข้าสู่สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุดของอิสเซล
ความรู้สึกแรกคืออึดอัด
ไม่ว่าจะเป็นแอ่งเลือดสีแดงคล้ำบนพื้น ศพที่บิดเบี้ยว เนื้อก้อนที่กำลังดิ้นกระดุกกระดิก หรือเสียงเคี้ยวที่ดังมาจากความมืด ทั้งหมดล้วนรวมกันเป็นบรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับ...มีมือข้างหนึ่งไล่ลงมาตามหลอดอาหาร บีบหัวใจแน่นไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจขจัดความรู้สึกนี้ไปได้
อิทธิพลของวาร์ปรุนแรงขึ้นแล้วสินะ
เดินหน้าไปได้ไม่ถึงร้อยเมตร ปีศาจก็โผล่ออกมาจากทุกทิศทาง พร้อมคำรามและพุ่งเข้าโจมตี
“ยิง! บดขยี้พวกนอกรีตให้สิ้นซาก!”
เหล่าแม่ชีลงมือระบายความโกรธ ใช้ม่านกระสุนทรงพลังเก็บกวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้า ศัตรูยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกระเบิดจนกลายเป็นเศษเนื้อเลือด
เพียงไม่กี่นาที ศพก็เกลื่อนพื้น
“อย่าบุ่มบ่าม คุ้มกันกันเป็นแนวแล้วเดินหน้า!”
“รับทราบ!”
ขบวนบุกฝ่าเส้นทางเดินหน้าต่อ เมื่อผ่านหัวมุมถนน หลินเสี่ยก็ได้กลิ่นผิดปกติบางอย่าง
“หยุด...”
เขายังพูดไม่ทันจบ อสูรกายยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในความมืดก็เผยร่าง ขวานเลื่อยยนต์คำรามกึกก้องฟาดลงมา
เคร้ง!
กระบี่ปะทะขวาน ประกายไฟกระเด็นเป็นสาย แสงวาบสั้น ๆ ขับไล่ความมืดและเผยให้เห็นผู้มาเยือน
เป็นนักรบร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์ สวมเกราะพลังสีเลือดหมู ประดับกะโหลกและดาวแปดแฉกของเคออส มือทั้งสองกำขวานเลื่อยยนต์ด้ามยาว หมวกเกราะมีเขาคู่สูงตระหง่าน ดวงตาของมันสะท้อนความกระหายเลือดที่ไม่มีวันอิ่ม
สายรุ่นแห่งดวงดาวฝ่ายเคออส สุนัขบ้าของเทพโลหิต ผู้กลืนกินโลก!
“เลือดจงสังเวยแด่เทพโลหิต!”
“เลือดจงสังเวยแด่เทพโลหิต!!”
เสียงตะโกนหลายเสียงดังต่อเนื่องกัน แม้ถ้อยคำจะเหมือนกันแต่เสียงต่างกัน ผู้กลืนกินโลกอีกหลายคนเดินออกมาจากความมืด บ้างถือขวานเลื่อยยนต์ บ้างถือกระบี่เลื่อยยนต์ และบางคนถือศีรษะที่เลือดหยดไม่หยุด
นั่นคือแม่ชีที่รับหน้าที่คุ้มกันด้านหลัง
เมื่อแม่ชีที่เหลือได้ยินถ้อยคำดูหมิ่นอันนอกรีต และเห็นใบหน้าของพี่น้องร่วมรบที่ตายตาไม่หลับ พวกเธอก็โกรธจัดในทันที พากันตะโกนเรียกพระนามจักรพรรดิแล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรู
คนเราย่อมมีความแตกต่างกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคู่ต่อสู้คือผู้กลืนกินโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากเทพโลหิตและพรอันยิ่งใหญ่มากมายจากการเข่นฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่นาน แม่ชีอีกคนก็ถูกตัดศีรษะ
หลินเสี่ยไม่มีเวลาช่วยเหลือจากสถานการณ์เลวร้ายด้านหลัง เมื่อเทียบกับผู้กลืนกินโลกอีกสี่คนที่กำลังรุมโจมตีแม่ชีนักรบ ตัวที่อยู่ตรงหน้าเขาร่างใหญ่กว่าและมีเครื่องประดับกะโหลกมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นหัวหน้าของพวกมัน
มันเป็นภัยคุกคามต่อเขามากที่สุด
ต้องรีบปิดฉาก!
ปัง ๆ ๆ!
เขาฟันต่อเนื่องด้วยกระบี่ ทุกครั้งหนักหน่วงกว่าครั้งก่อน เมื่อฟันลงเป็นครั้งที่สี่ ขวานเลื่อยยนต์ของอีกฝ่ายก็แตกกระจายเป็นชิ้น ๆ รอยร้าวหลายสายลามไปทั่ว แรงสะท้อนมหาศาลจากด้ามขวานทำให้ร่างผู้กลืนกินโลกทนไม่ไหว หงายหลังและถอยไปสามก้าวกว่าจะทรงตัวได้
“ฮ่า! ไอ้เด็กเหลือขอของจักรพรรดิจอมปลอม แกทำให้ฮาร์ลันด์ผู้ยิ่งใหญ่โกรธแล้ว!”
“ฉันจะตัดหัวแก เอาไปทำเป็นจอกเหล้า!”
ผู้กลืนกินโลกทิ้งขวานเลื่อยยนต์ ชักกระบี่เลื่อยยนต์สองเล่มจากด้านหลังออกมาถือไว้ในมือทั้งสองข้าง ก่อนคำรามอย่างบ้าคลั่งแล้วพุ่งเข้ามา
สมกับชื่อสุนัขบ้า ทุกครั้งที่เหวี่ยงอาวุธ มันมุ่งโจมตีจุดตายอย่างเดียว ไม่คิดป้องกันเลยแม้แต่น้อย ในหัวมีแต่ความกระหายเลือด
“เทพโลหิต จงทอดพระเนตรข้า!!”
ฮาร์ลันด์ฉวยช่องโหว่ที่หลินเสี่ยเผยออกมาตอนหลบหลีกได้ จึงตะโกนเรียกนามศักดิ์สิทธิ์ของเทพโลหิต พร้อมกวัดแกว่งกระบี่ทั้งสองเล่ม ราวกับอีกเพียงชั่วพริบตาก็จะได้เห็นศีรษะกลิ้งหล่นและศพไร้หัวล้มลง เป็นภาพคุ้นตาที่มันปรารถนา
ครืน ๆ ๆ...กระบี่เลื่อยยนต์กระแทกใส่จุดตาย ร่างถูกฟันขาดเป็นหลายท่อน
ไม่สิ ไม่ถูก!
ไม่มีความรู้สึกติดขัดจากการฟันผ่านเกราะเซรามิตและเนื้อหนังเลย กลับว่างเปล่าราวกับกำลังฟันอากาศ
ภาพลวงตางั้นเหรอ? ไม่น่าใช่ ฮาร์ลันด์มั่นใจมากว่าฟันโดนแล้ว ไม่มีใครเชี่ยวชาญการสังหารไปมากกว่ามัน
0.1 วินาทีต่อมา เมื่อเงาร่างอีกสายปรากฏขึ้นพร้อมกระบี่พลังสีฟ้าเรืองแสง คำตอบก็เผยออกมา
สิ่งที่อยู่ตรงนั้นเป็นเพียงภาพติดตา ตัวจริงวูบไปยังมุมอับสายตาตั้งแต่เสี้ยววินาทีก่อน
แม้แต่ความคิดเพิ่งผุดขึ้น ร่างกายยังไม่ทันขยับ กระบี่พลังที่ประดับตราอินทรีคู่แห่งจักรวรรดิก็ฟันเกราะศีรษะจากด้านข้าง ผ่าเฉียงจนสมองครึ่งหนึ่งกระเด็นลอยไป พร้อมของเหลวเหนียวข้นสีแดงขาวที่สาดกระจาย
ลอบโจมตีจากด้านหลัง! โจมตีจุดอ่อน!
ถึงอย่างนั้น ฮาร์ลันด์ก็ยังมีพลังชีวิตเหลือล้นภายใต้พรของเทพโลหิต ร่างกายยังคงทำตามคำสั่งสังหารอย่างซื่อสัตย์
มันได้ยินเสียงเทพโลหิตออกคำสั่งกึกก้องว่า “ฆ่ามัน เอาหัวของมันมา แล้วเจ้าจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง”
“เลือดจงสังเวยแด่เทพโลหิต หัวจงสังเวยแด่หัว...”
กระสุนระเบิดของฝ่ายจักรวรรดิสามนัดขัดจังหวะฮาร์ลันด์ ระเบิดศีรษะของมันจนแหลกละเอียด ทำให้สุนัขบ้าผู้หมกมุ่นอยู่กับความเจ็บปวดและความเดือดดาลตลอดกาลสงบลงได้เสียที
【สังหารสายรุ่นแห่งดวงดาวฝ่ายเคออส (ชั้นหัวกะทิ) ได้รับแต้ม +300 ค่าประสบการณ์ +2000...】
【เลเวลเพิ่มเป็น 4 ได้รับแต้มสกิลอิสระ 1 แต้ม】
ศพไร้หัวล้มลง หลินเสี่ยใช้แต้มสกิลเปิดใช้พรสวรรค์ 【เร่งความเร็ว: ความเร็วเคลื่อนที่ปกติเพิ่มขึ้น 10%】 ทันที
จากนั้นพุ่งเข้าใส่สายรุ่นแห่งดวงดาวฝ่ายเคออสที่เหลือ
เขายิงขัดจังหวะศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุด แสงไฟระเบิดขึ้นพร้อมกับแทงกระบี่ทะลุหัวใจ จากนั้นชักกระบี่ออกแล้วฟันกลับด้าน ตัดหัวอีกคนหนึ่งร่วงลงมา
สามคนที่เหลือในที่สุดก็รู้ตัว พากันตะโกนเรียกพวกเดียวกันแล้วพุ่งเข้าโจมตี
หลินเสี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พุ่งชนพวกมันตรง ๆ
กระบี่พลังฟันเหล็กขาด สนามพลังสลายเกราะให้แตกกระจาย ร่างบิดเบี้ยวของผู้กลืนกินโลกที่โผล่พ้นช่องว่างออกมา แม้จะมีพลังชีวิตแข็งแกร่งจากพรของวาร์ป ก็หนีชะตาความตายไม่พ้น
ฉัวะ!
ศีรษะแล้วศีรษะเล่าถูกฟันร่วง หลินเสี่ยแทงคมกระบี่เข้าไปในหัวใจเพื่อยืนยันว่าพวกมันตายสนิทแล้ว ถึงค่อยลูบรอยขีดข่วนบนเกราะพลังที่กว้างเท่านิ้วก้อยของคนทั่วไป แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
อุปกรณ์ที่ติดตัวเขาข้ามมิติมาด้วยมีคุณภาพดีมาก เหนือกว่าอุปกรณ์ทั่วไปที่สายรุ่นแห่งดวงดาวใช้กันมาก ไม่เพียงมอบพลังโจมตีและการสนับสนุนด้านอาวุธปืนที่แข็งแกร่ง แต่ยังรับประกันว่าเขาจะเคลื่อนไหวฝ่าฝูงสัตว์ประหลาดได้อย่างคล่องแคล่ว
เพราะผ่านการพิสูจน์มาหลายครั้ง เขาถึงกล้าสู้กับศัตรูสามคนพร้อมกันเพื่อปิดฉากอย่างรวดเร็ว
อุปกรณ์มันต่างกันไงล่ะ ไอ้หนู!
หลังพักหายใจชั่วครู่ หลินเสี่ยก็เดินไปหาแม่ชีใหญ่ที่ยังยืนนิ่งงันเพราะเห็นเรื่อง “เหลือเชื่อ” แล้วตรวจสอบจำนวนผู้รอดชีวิต
จากเดิม 10 คน เหลือ 6 คนพอดี ผู้กลืนกินโลกทั้งสี่ต่างมีศีรษะห้อยอยู่ที่เอวคนละหัว
ยังดีที่พวกเธอเห็นความเป็นความตายมาจนชิน และยังมีจิตใจต่อสู้ หลังจากเผาศพแม่ชีที่ตายกับศพผู้กลืนกินโลกอย่างลวก ๆ แล้ว ทุกคนก็เดินทางต่อไปยังจุดหมาย
ระหว่างทาง ปีศาจปรากฏขึ้นเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า จำนวนมากขึ้นทุกครั้ง แต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนทูตสวรรค์ตนนั้นได้
ดังนั้น ภายใต้คำสั่งของเจตจำนงหนึ่งที่จับตาดูทุกสิ่งอยู่ในความมืด ปีศาจจึงไล่ต้อนสามัญชนมาไว้ตรงหน้า ใช้ร่างเนื้อของคนธรรมดาล่อและบีบบังคับให้ทูตสวรรค์ผู้น่าสมเพช ผู้มี “น้ำใจ” ดุจทองคำ หยุดลง
หลินเสี่ยมองสามัญชนที่ถูกปีศาจแห่งเคออสบีบคอจนตัวสั่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มือที่ฟาดฟันใส่ปีศาจอย่างเด็ดขาดนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ข้ามมิติมา พลันหยุดชะงักเป็นครั้งแรก
เรื่องนี้เรียกเสียงเยาะเย้ยอย่างมุ่งร้ายจากศัตรู
“ฮ่า? ไหนดูซิ นี่มันอะไรกัน คนดีงั้นเหรอ! เหล่าเทพจงเป็นพยาน ยังมีสายรุ่นแห่งดวงดาวที่【เที่ยงธรรม】 【เมตตา】 และ【รักใคร่สามัญชน】แบบนี้เหลืออยู่อีกหรือ? ฉันหลุดกลับไปยุคมหาสงครามครั้งใหญ่ในสามหมื่นหรือไง?”
“หุ่นเชิดของจักรพรรดิจอมปลอม หากยอมเข้าสู่อ้อมกอดของเคออสเสียเดี๋ยวนี้ นายท่านของฉันก็จะไว้ชีวิตสามัญชนพวกนี้...”
“ท่าน! ประชาชนของจักรวรรดิไม่เคยกลัวการเสียสละ!”
แม่ชีใหญ่เทเรซาร้อนใจ ในความคิดของเธอ การใส่ใจสามัญชนตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะชีวิตทุกชีวิตล้วนเป็นทรัพย์สินของจักรพรรดิ สมควรได้รับการทะนุถนอม
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่านี่เป็นแผนชั่วช้าน่าละอาย ตั้งใจใช้คนด้อยค่าเป็นกลุ่มมาบีบบังคับสายรุ่นแห่งดวงดาวผู้มีค่ามหาศาล
“ฉันเข้าใจที่คุณหมายถึง เทเรซา”
เสียงของหลินเสี่ยทุ้มต่ำ ใคร ๆ ก็ฟังออกว่ามีความโกรธซ่อนอยู่ในนั้น
“เพราะงั้น ต่อจากนี้ช่วยดูแลทางนี้หน่อย”
