มีดที่จู่ ๆ ก็ฟันเข้ามา ทำให้สัญชาตญาณเอาตัวรอดจากการคลุกคลีอยู่กับคมมีดในชาติก่อนของลู่ฉางเหอถูกปลุกขึ้นมาทันที
ลู่ฉางเหอถอยฉากไปตามสัญชาตญาณ เอียงศีรษะหลบ เคียวที่มีกลิ่นคาวเหล็กจึงเฉียดปลายจมูกไปพร้อมเสียงฟึ่บ
พอรอดจากคมเคียว ลู่ฉางเหอก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
เขาคว้าข้อมืออีกฝ่ายจากด้านหลัง อาศัยแรงที่ยังไม่หมดกระชากเต็มแรง คนคนนั้นร้องอุทานแล้วถูกดึงออกมา
ลู่ฉางเหอยกเข่ากระแทกขึ้นตามแรงส่ง ก่อนจะกดอีกฝ่ายเข้ากับกำแพงดังปึก
“แกอยากตายหรือไง?!” ลู่ฉางเหอที่ตกใจจนสะดุ้งระเบิดความดุดันออกมาทันที แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล...
เสียงเบาหวิว แถมรูปร่างยังเล็กผิดปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลิ่นสบู่หอมที่หาได้ยากในชนบทลอยเข้าจมูก
“ปะ...ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน...” คนที่ถูกเขาจับไว้ด่าทั้งเสียงสะอื้น
“ซี้ด...” พอได้ยินชัด ๆ ลู่ฉางเหอก็สูดลมหายใจเฮือก
—ผู้หญิงนี่นา?
มือของลู่ฉางเหอคลายลงเล็กน้อย เขาใช้มืออีกข้างจับคางอีกฝ่าย บิดใบหน้าให้หันมาทางตน
พอเห็นหน้าชัด ๆ ลู่ฉางเหอก็ชะงักไป
ทำไมถึงเป็นเธอ?
ถึงใบหน้าของอีกฝ่ายจะเปื้อนฝุ่นเขรอะ แต่ผิวขาวแบบคนเมืองก็ยังปกปิดไม่มิด
โดยเฉพาะไฝแดงใต้หางตาซ้าย นั่นแทบจะเป็นบัตรประจำตัวอีกใบของเธอเลยทีเดียว—
เสิ่นเสวี่ยหรู
สาวสวยผู้เป็นยุวปัญญาชนประจำจุดพักยุวปัญญาชนของหมู่บ้านเขาพิงซาน ผู้มีท่าทีหยิ่งทะนงจนใครก็ไม่อยู่ในสายตา
ตอนนี้คอเสื้อของเสิ่นเสวี่ยหรูถูกเขากระชากจนเบี้ยว เผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะเป็นบริเวณกว้าง เธอกำลังมองเขาอย่างหวาดกลัวและหอบหายใจแรง
แต่ในความทรงจำของลู่ฉางเหอ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีจุดจบที่ดีนัก
ปกติเธออาศัยว่ามาจากเมืองหลวง จึงไม่เห็นหัวใคร คนไม่น้อยที่อยากลองเข้าหาเธอต่างถูกปฏิเสธกลับมา จนเธอไปสร้างความแค้นให้คนไว้ไม่น้อย
เท่าที่จำได้ ราว ๆ ช่วงเวลานี้เอง เธอถูกจ้าวเต๋อเปียว เจ้าคนมีอิทธิพลประจำหมู่บ้าน วางแผนเล่นงาน จนถูกบีบให้กระโดดลงแม่น้ำสายเล็กทางตะวันออกของหมู่บ้าน
ไม่กี่ปีต่อมา จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนจำนวนมากมัดตัวจ้าวเต๋อเปียวพาไป แล้วเรื่องก็เงียบหายไป
ได้ยินว่าคนพวกนั้นเป็นคนที่ครอบครัวของเสิ่นเสวี่ยหรูส่งมา แต่ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีภูมิหลังแบบไหนกันแน่
แต่ไม่คิดเลยว่าชาตินี้ เพิ่งกลับมาเกิดใหม่ก็มาเจอเธอเข้าเสียแล้ว
“ยุวปัญญาชนเสิ่น?” ลู่ฉางเหอปล่อยมือ ผลักอีกฝ่ายออกไป แล้วถอยหลังครึ่งก้าว “ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมไม่อยู่ที่จุดพักอ่านหนังสือเขียนบทกวี ดันวิ่งมาถึงกระท่อมโทรม ๆ ของฉันแล้วเอามีดฟันคนทำไม?”
ตอนแรกเสิ่นเสวี่ยหรูคิดว่าคนของจ้าวเต๋อเปียวจับเธอได้แล้ว จนแทบขวัญหนีดีฝ่อ พอได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจเข้าใจผิด เธอจึงหันกลับมา
เมื่อเห็นใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราตรงหน้า ร่างกายของเธอก็ผ่อนคลายลงทันที น้ำตาเริ่มคลออยู่ในเบ้าตา
“นะ...นายคือลู่ฉางเหอ?” เธอกัดริมฝีปากที่ซีดลงแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้หยดลงมา
ลู่ฉางเหอแย่งเคียวจากมือเธอ แล้วโยนไปที่มุมห้องดังโครม
เสิ่นเสวี่ยหรูพลันหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงกับพื้นข้างกำแพงดิน
เธอกอดเข่าแน่น ซุกหน้าลงไป แล้วเสียงสะอื้นที่อัดอั้นจนถึงขีดสุดก็ดังขึ้น
ลู่ฉางเหอไม่พูดอะไร ได้แต่มองเธอเงียบ ๆ
บ้านเพิ่งสร้างเสร็จ แต่ไม่มีข้าวของอะไรเลย
ในบ้านหนาวเย็นเพราะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เสิ่นเสวี่ยหรูมีเสื้อผ้าติดตัวอยู่แค่ชั้นเดียว จึงหนาวจนตัวสั่นไปหมด
สุดท้ายลู่ฉางเหอก็ทนดูต่อไม่ไหว เขาถอนหายใจแล้วถอดเสื้อหนังแกะเก่า ๆ ของตัวเอง โยนคลุมใส่เธอทั้งตัว
เสื้อหนังแกะยังอุ่นด้วยไอความร้อนจากตัวเขา และมีกลิ่นยาสูบมวนเองติดอยู่
เสิ่นเสวี่ยหรูสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมา
พอรู้ว่าเป็นเสื้อของลู่ฉางเหอ เธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ลมเย็นพัดเข้ามาอีกระลอกจนเธอสั่นสะท้าน เธอจึงดึงเสื้อหนังมาคลุมตัว
“เฮ้อ...เล่ามาสิ” ลู่ฉางเหอรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง
เสิ่นเสวี่ยหรูกำชายเสื้อหนังแน่น กัดริมฝีปากพูดว่า “จ้าวเต๋อเปียว...เขาบ้าไปแล้ว”
“กลางวันเขาเอาหนังสือสัญญากู้เงินมาที่จุดพักยุวปัญญาชน ยืนกรานว่าตอนฉันเพิ่งมาถึง...ติดหนี้บ้านเขาอยู่ 500 หยวน...” ในที่สุดเธอก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเริ่มหยดลงมาทีละหยด
“เขาบอกว่า...ถ้าฉันไม่คืนเงิน คืนนี้จะมาลากฉันกลับไปเข้าหอ หัวหน้าหมู่บ้านรับบุหรี่ต้าเฉียนเหมินจากเขาไปสองห่อ แล้วพาคนไปประชุมที่ตำบล...ในบ้านพักเหลือฉันอยู่คนเดียว...”
“ฉันทุบหน้าต่างด้านหลังหนีออกมา...ไม่มีที่ไปจริง ๆ...”
500 หยวน
ในปี 1982 ที่หมู่บ้านเขาพิงซาน เงิน 500 หยวนมากพอจะซื้อชีวิตคนทั้งครอบครัวได้เลย!
ไอ้จ้าวเต๋อเปียวเห็นชัด ๆ ว่าเสิ่นเสวี่ยหรูไม่มีเส้นสายหรือรากฐานในที่นี่ จึงคิดรังแกเธอ
“หนังสือสัญญานั่นเป็นของจริงเหรอ?” ลู่ฉางเหอล้วงกระเป๋าเหมือนจะหยิบบุหรี่
“ของปลอม!” เสิ่นเสวี่ยหรูกัดฟันกรอดด้วยความแค้น “ตราประทับราชการเป็นของที่จ้าวเต๋อเปียวแกะปลอมขึ้นมาเอง! แต่...แต่ไม่มีใครเชื่อฉันเลย พวกเจ้าหน้าที่หมู่บ้านเข้าข้างเขากันหมด...”
พูดถึงตรงนี้ เสิ่นเสวี่ยหรูพลันนึกอะไรขึ้นได้ เธอผลักเสื้อหนังกลับไปให้เขา “รีบไปเถอะ...คนของจ้าวเต๋อเปียวกำลังจะออกค้นเขาแล้ว ถ้าถูกจับได้ที่นี่ พวกมันเอานายตายแน่”
“หา? จะเอาฉันตายเหรอ?” ลู่ฉางเหอหัวเราะ
เขาผลักเสื้อหนังกลับไปให้อีกครั้ง ล้วงกระเป๋าค้นอยู่นาน ในที่สุดก็หยิบบุหรี่ซานฮวาที่ยับยู่ยี่ออกมาได้ แล้วขีดไม้ขีดจุดไฟ
“ยุวปัญญาชนเสิ่น เธออาจไม่รู้ว่าฉันเพิ่งแยกบ้านกับพ่อแท้ ๆ ใจลำเอียงกับแม่เลี้ยงที่ลำเอียงของฉัน แถมออกจากบ้านมือเปล่า”
เขาสูดควันเข้าไปเฮือกใหญ่ แสงไฟริบหรี่ส่องใบหน้าคมเข้มให้เห็น “ตอนนี้ทั้งตัวฉันเหลือแค่กระท่อมโทรม ๆ หลังนี้ คนที่ไม่มีอะไรจะเสียอย่างฉันจะไปกลัวพวกที่มีของให้หวงทำไม?”
เสิ่นเสวี่ยหรูจ้องมองเขานิ่งงัน
ในความมืด ท่าทางที่ชายหนุ่มสูบบุหรี่ดูมั่นคงอย่างเหลือเชื่อ
ความรู้สึกเหมือนต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังเอามาห่มนอนได้แบบนั้น เธอไม่เคยเห็นแม้แต่ในตัวผู้ใหญ่ที่บ้านพักในเมืองหลวง
“นาย...ไม่กลัวจ้าวเต๋อเปียวเหรอ?” เสิ่นเสวี่ยหรูถามเสียงแผ่ว
“เขามีสามหัวหรือไง?” ลู่ฉางเหอเคาะขี้บุหรี่ พลางมองความรกเละเทะในบ้านแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ “ตั้งแต่นี้ไป ถ้าเข้าประตูบานนี้มาแล้ว ก็ต้องทำตามกฎของฉัน”
เสิ่นเสวี่ยหรูรวบคอเสื้อเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ “กะ...กฎอะไร?”
“ซักผ้า ทำกับข้าว แล้วก็เก็บกวาดบ้าน” ลู่ฉางเหอโน้มตัวเข้าไปใกล้ สูดกลิ่นสบู่หอมเข้าไป “ฉันรับรองว่าเธอจะปลอดภัยครบสามสิบสองประการในหมู่บ้านเขาพิงซาน เอาไหม?”
เสิ่นเสวี่ยหรูชะงักไป
ในหมู่บ้านนี้ ผู้ชายคนไหนมองเธอแล้วไม่อยากจับเธอกลืนลงท้องทั้งเป็นบ้าง?
แต่ในดวงตาของลู่ฉางเหอกลับใสสะอาด ไม่มีอะไรนอกจากความดิบเถื่อน
เสิ่นเสวี่ยหรูคิดว่า นี่คงเป็นทางรอดเดียวที่เธอคว้าไว้ได้ในค่ำคืนสิ้นหวังนี้
“ได้...” เธอกัดฟัน “ฉันตกลง!”
ทันทีที่สิ้นเสียง
ลำแสงไฟฉายจ้าสามสี่ลำก็ส่องตรงเข้ามาจากระยะไกล กวาดไปมาอย่างวุ่นวาย ก่อนจะมาหยุดลงบนใบหน้าของเสิ่นเสวี่ยหรู
“เจอแล้ว!”
