“อยู่นี่! รีบตามมา!”
“แม่งเอ๊ย! พี่เปียวเดาถูกจริง ๆ นังผู้หญิงร่านนี่หนีมาหลังเขาจริงด้วย!”
ท่ามกลางเสียงด่าทอ คนห้าคนก็กรูกันเข้ามาขวาง แต่ละคนถืออาวุธกันมาคนละชิ้น
คนที่นำหน้าคือหลิวขี้เรื้อน นักเลงประจำหมู่บ้าน
เขาโยนท่อเหล็กขึ้นลงในมือ พลางเบนลำแสงไฟฉายไปทางด้านข้าง ส่องเข้าหน้าลู่ฉางเหอ
“อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่ใหญ่ลู่ที่เพิ่งโดนแม่เลี้ยงไล่ออกจากบ้านนี่เอง” หลิวขี้เรื้อนแสยะยิ้ม เผยฟันเหลืองอ๋อย “ไงล่ะ ดึกดื่นป่านนี้มาหลบในบ้านร้าง คิดจะลองชิมของใหม่แทนพี่เปียวหรือไง?”
ใบหน้าเสิ่นเสวี่ยหรูซีดเผือดในพริบตา เธอหดตัวไปหลบหลังลู่ฉางเหอ มือกำชายกางเกงของเขาแน่น
“รู้จักเจียมตัวก็ไสหัวไปซะ!” หลิวขี้เรื้อนถ่มเสมหะลงพื้น ก่อนชี้ท่อเหล็กใส่จมูกลู่ฉางเหอ
“อย่าหาเรื่องใส่ตัว! ตอนนี้ฉันยังอารมณ์ดี รีบไสหัวไปซะ ไม่งั้นฉันจะทุบกระดูกแกให้แหลกไปด้วย!”
พวกนักเลงที่อยู่ข้างหลังหัวเราะเฮฮาตามกัน
เสิ่นเสวี่ยหรูสั่นเทาราวกับลูกนก เธอหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
คราวนี้...จบเห่จริง ๆ แล้ว
แต่ชายกางเกงที่กำอยู่ในมือกลับนิ่งมั่นคงราวกับขุนเขา
ลู่ฉางเหอสูบบุหรี่คำสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วขยี้ซ้ำสองที
มือเอื้อมไปแตะหลังเอว ก่อนกำมีดเชือดหมูไว้แน่น—อาวุธเหล็กที่หยิบติดมือมาใช้ป้องกันตัวก่อนออกจากบ้าน
“ลู่ฉางเหอ...อย่า...” เสิ่นเสวี่ยหรูร้อนใจจนเสียงสั่นเครือ
ลู่ฉางเหอไม่หันกลับไป
“หุบปาก”
สิ้นเสียง เขาก็พุ่งออกไปแล้ว
หลิวขี้เรื้อนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือโดยไม่พูดสักคำ จึงเหวี่ยงท่อเหล็กฟาดใส่โดยสัญชาตญาณ “ไอ้เวรเอ๊ย—”
เสียงลมหวีดหวิว
ลู่ฉางเหอย่อตัวลง ท่อเหล็กเฉียดหนังศีรษะเขาไป
ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายใช้แรงเก่าหมดไป แต่แรงใหม่ยังไม่ทันตั้งตัว ลู่ฉางเหอก็คว้าผมที่เหลืออยู่ไม่กี่เส้นของหลิวขี้เรื้อนแล้วกระชากลงสุดแรง พร้อมกับยกเข่าขวากระแทกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“กร๊อบ!”
“อ๊ากกก!!!”
ดั้งจมูกของหลิวขี้เรื้อนยุบลงคาที่
เลือดกำเดากับน้ำตากระเซ็นเปรอะเต็มหน้า เขากุมหน้าร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด ล้มลงดิ้นพราดอยู่กับพื้น ลุกไม่ขึ้น
พวกนักเลงข้าง ๆ พากันตะลึงงัน
ใครเคยเห็นคนเปิดฉากต่อสู้ด้วยการลงมือหนักถึงตายขนาดนี้บ้าง?
“จัด...จัดการมัน!” ไอ้หัวเหลืองคนหนึ่งที่อยู่ทางซ้ายมีปฏิกิริยาไวกว่าเพื่อน เขาเหวี่ยงด้ามจอบพุ่งเข้าใส่
ลู่ฉางเหอถาโถมตัวไปข้างหน้า ก่อนที่ด้ามจอบของอีกฝ่ายจะฟาดถึงตัว เขาก็พลิกมือใช้สันมีดฟาดเข้าขมับหัวเหลือง ไอ้หนุ่มนั่นไม่ทันได้ร้องสักแอะ ก็เหลือกตาล้มตึงลงไป
สองกระบวนท่า ล้มไปสองคน
สามคนที่เหลือมองหน้ากัน ก่อนยกไม้กระบองพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ลู่ฉางเหอคว้าด้ามจอบจากมือหัวเหลืองเมื่อครู่ แล้วขว้างใส่ทั้งสามคนทันที พวกนั้นต่างยกอาวุธขึ้นปัดป้อง
จังหวะที่ทั้งสามเสียการมองเห็นลู่ฉางเหอ เขาก็เร่งฝีเท้าพุ่งเข้าไปชนอย่างแรง ก่อนประชิดตัวคนหนึ่งจนแทบแนบอก
ข้อมือพลิกคว่ำ สันมีดตวัดขึ้น
“ฉัวะ—”
“อ๊ากกก!!! มือฉัน! มือขาดแล้ว!!!”
อีกคนกุมข้อมือร้องโหยหวนอยู่บนพื้น เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
สามคนนอนกลิ้งร้องโอดโอยอยู่บนพื้น
อีกสองคนกำไม้กระบองไว้แน่น น่องสั่นพั่บ ๆ พอมองมีดเชือดหมูที่หยดเลือดอยู่ในมือลู่ฉางเหอ ร่างทั้งร่างก็สั่นไม่หยุด
ลู่ฉางเหอสะบัดหยดเลือดออกจากคมมีด ก่อนเดินไปย่อตัวตรงหน้าหลิวขี้เรื้อน
สันมีดเย็นเยียบตบลงบนแก้มเปื้อนเลือดของหลิวขี้เรื้อนเบา ๆ สองที
“กลับไป...ฝากคำพูดไปบอกจ้าวเต๋อเปียวด้วย”
“ผู้หญิงคนนี้ ฉันคุ้มครองอยู่ ถ้ามันเบื่อชีวิต พรุ่งนี้เช้าก็แบกโลงขึ้นเขามาหาฉันเอง”
ลู่ฉางเหอพูดไม่ดังนัก แต่ความเย็นชาในน้ำเสียงกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมกลางคืนเสียอีก
“ฟังรู้เรื่องแล้วก็ไสหัวไป!!!”
“ครับ ๆ ๆ...ผมจะไปบอกให้แน่นอน!” หลิวขี้เรื้อนกุมจมูก พยักหน้าด้วยความเจ็บปวด
นักเลงสองคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเห็นดังนั้นก็รีบพยุงหลิวขี้เรื้อน แม้แต่ไฟฉายที่ตกอยู่ในแอ่งโคลนก็ไม่เอา พากันเดินกลับไปตามทางเข้าหมู่บ้านแล้วหายเข้าไปในความมืด
ลู่ฉางเหอเช็ดเลือดบนมีดกับกรอบประตู ก่อนเหน็บมันกลับไว้หลังเอว
แล้วหันกลับเข้าไปในบ้าน
เสิ่นเสวี่ยหรูเบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่ายังตั้งสติไม่กลับมา
“ตกใจจนเอ๋อไปแล้วหรือไง?” ลู่ฉางเหอเดินเข้าไปหา
เสิ่นเสวี่ยหรูสั่นเทา พลางมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “นาย...ไม่ได้โดนไม้ฟาดใช่ไหม?”
ลู่ฉางเหอหลุดหัวเราะ
คุณหนูจากในเมืองคนนี้ ทั้งที่ตกใจจนเป็นแบบนี้ ยังรู้จักถามไถ่ว่าเขาเจ็บตรงไหนหรือเปล่า
“มีตาก็ดูเอาเองสิ” ลู่ฉางเหอไปหอบฟางข้าวสาลีที่ยังแห้งพอใช้มาจากห้องเก็บฟืน ปูลงบนเตาอุ่น “คืนนี้นอนค้างที่นี่ไปก่อน”
“อืม...” เสิ่นเสวี่ยหรูก้มหน้าตอบ
เสียงเบาราวกับยุงบิน
ข้างนอกลมพัดประตูผุพังจนส่งเสียงดังลั่น แต่เสิ่นเสวี่ยหรูหลับไปแล้ว แถมยังกรนเบา ๆ อีกด้วย
ลู่ฉางเหอเอามือทั้งสองรองท้ายทอย ไขว่ห้างมองความมืดนอกหน้าต่าง
วันนี้เขาทำให้จ้าวเต๋อเปียวแค้นจนเข้ากระดูกแล้ว
ไอ้หมอนั่นเคยชินกับการวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่วหมู่บ้านเขาพิงซาน ไม่แน่ว่าอาจกลับมาหาเรื่องอีก แม้เขาจะมีมีดอยู่ในมือก็จริง แต่คงฆ่าคนทั้งหมู่บ้านไม่ได้
พูดกันตามตรง จะยืนหยัดได้ก็ต้องมีเงิน
ในความทรงจำ ช่วงสองสามวันนี้เอง หวังขาเป๋ในหมู่บ้านจะบังเอิญขุดพบโสมป่าเก่าแก่ต้นหนึ่งที่ร่องงูพิษ ริมป่าหมีดำบนเขาหลังหมู่บ้าน
ได้ยินว่าขายต่อให้สถานีรับซื้อสมุนไพรของอำเภอได้เงินตั้ง 500 หยวน เอาไปสร้างบ้านอิฐหลังคากระเบื้องสามห้องได้เลย
“หึ ๆ...หวังขาเป๋...” ลู่ฉางเหอเลียริมฝีปาก “โชควาสนาครั้งนี้...นายคว้าไว้ไม่ไหวหรอก ให้ฉันจัดการเองดีกว่า!”
ลู่ฉางเหอตัดสินใจได้แล้วก็พลิกตัวเตรียมนอน ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่ามีอะไรสะท้อนแสงเข้าตา
พอเพ่งมองให้ชัด ก็เห็นผิวขาวผ่องวับหนึ่งโผล่พ้นคอเสื้อออกมา
กลิ่นสบู่หอมชวนตายที่ว่า ดันลอยเข้าจมูกลู่ฉางเหออีกครั้ง
พอรวมกับการได้ต่อสู้ หลังใช้ชีวิตเป็นชายโสดมาสองชาติ ลู่ฉางเหอก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที
“แม่งเอ๊ย พรุ่งนี้ยังต้องเข้าป่า ต้องเก็บแรงไว้ ลู่ฉางเหอ แกต้องอดทนไว้!” เขาสบถ ก่อนพลิกตัวหันไปอีกทาง
ยามเช้าตรู่ ฟ้ายังไม่สว่าง เสิ่นเสวี่ยหรูที่นอนอิ่มไปแปดส่วนถูกปลุกด้วยเสียง “สวบสาบ” เธอตกใจจนลุกพรวดขึ้นนั่ง
พอเห็นชัดว่าเป็นลู่ฉางเหอกำลังเก็บข้าวของ ถึงนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองปลอดภัยชั่วคราวแล้ว
“นายจะไปไหน?” เสิ่นเสวี่ยหรูขยี้ตาถาม
“.......” ลู่ฉางเหอเงยหน้าขึ้นมาแล้วตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
“...เป็นอะไรไป?” เสิ่นเสวี่ยหรูถามอย่างสงสัย
“.....ไม่มีอะไร!” ลู่ฉางเหอปาดจมูกที่เริ่มมีของเหลวอุ่น ๆ ไหลออกมา
“เข้าป่า”
“เข้าป่า?” เสิ่นเสวี่ยหรูตกใจ “ไปทำอะไรในป่า?”
“ฟ้าสว่างแล้วก็หาที่หลบให้ดี” ลู่ฉางเหอเปิดประตูผุพังโดยไม่หันกลับมา
“ฉันจะขุดทางรอดให้เราสองคนเอง”
พูดจบ เขาก็พุ่งหายเข้าไปในป่าทึบที่มืดมิดทันที
“.....” อยู่ ๆ เสิ่นเสวี่ยหรูก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา
ลมพัดลอดช่องประตูเข้ามา เธอรู้สึกหนาวขึ้นมานิดหน่อย จึงก้มหน้าลงมอง
“!!!!” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เสื้อผ้าของเธอเปิดอ้าออกไปเกือบครึ่งแล้ว!!!
ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้...??
ใบหน้าเสิ่นเสวี่ยหรูแดงก่ำขึ้นมาทันที
