【ของวิเศษเทียม·ธนูระบำแพรวพราว(5/5)】
【ความสามารถ: เมื่อยิงธนูจากธนูระบำแพรวพราวโดนเป้าหมาย จะบังคับให้เป้าหมายสุ่มเต้นเป็นเวลา 3 นาที หากได้รับการโจมตีในระดับหนึ่งจะหยุดชะงัก หากเป้าหมายเต้นไม่ได้ ก็จะได้รับความเสียหายตั้งแต่ถูกสังหารทันที บาดเจ็บสาหัส ไปจนถึงบาดเจ็บเล็กน้อย โดยขึ้นอยู่กับระดับและความสามารถของลำดับ】
【คำอธิบาย: ยาโย! เช็กอิทเอาต์! มาเต้นไปพร้อมกับฉัน! ใครกล้าไม่เต้น โดนบึ้ม ๆ ๆ แน่!】
【แต้มลี้ลับคงเหลือ 1000】
“ธนูระบำแพรวพราว?! บังคับให้เป้าหมายที่ถูกยิงเต้นงั้นเหรอ? นี่...มันไม่ผิดแนวไปหน่อยหรือไง?”
เมื่อมองธนูระบำแพรวพราวของวิเศษเทียม หลัวหลินก็รู้สึกสับสนอยู่ชั่วขณะ
ข้อดีก็คือ ธนูคันนี้ทำร้ายเป้าหมายได้จริง
ข้อเสียก็คือ การทำร้ายเป้าหมายมีเงื่อนไข
ความสามารถหลักของธนูคันนี้คือการควบคุมอย่างเด็ดขาด
หลังถูกลูกธนูยิงโดน เป้าหมายจะถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 3 นาที
“คิดอีกที มันก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยถ้าเจอสิ่งลี้ลับ ก็มีเวลาเพิ่มอีก 3 นาทีให้หนี”
หลัวหลินปลอบใจตัวเองไปพลาง ขบคิดไปพลางว่าการยิงโดนของธนูระบำแพรวพราวจะใช้ได้ผลกับสิ่งลี้ลับบางชนิดที่ไม่มีร่างกายจริงหรือไม่
สิ่งลี้ลับบางชนิดไม่มีร่างกายจริง การโจมตีทางกายภาพจึงใช้ไม่ได้ผล
ส่วนบางชนิดก็มีพลังป้องกันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้แต่กระสุนยังยิงทะลุไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงธนูโค้งกลับที่มีกำลังเพียง 40 ปอนด์
“ไม่ได้ ธนูระบำแพรวพราวแค่อย่างเดียวยังปกป้องชีวิตฉันไม่พอ ฉันต้องมีของวิเศษเทียมเพิ่มอีก!”
พอคิดถึงตรงนี้ หลัวหลินก็รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
แต่หลังสร้างธนูระบำแพรวพราว เขาก็ใช้พลังจิตไปมาก จนทั้งตัวมึนงงและเริ่มง่วง
หลัวหลินตรวจสอบสภาพตัวเองอย่างละเอียด แล้วประเมินว่าวันนี้อย่างมากก็ยังสร้างของวิเศษเทียมได้อีกชิ้นเดียว
“ถึงจะยังสร้างของวิเศษเทียมได้อีกชิ้น แต่มีโอกาสสูงที่พลังจิตจะถูกสูบจนหมด แล้วเหนื่อยจนหลับไป”
“อยู่ในสภาพแวดล้อมอันตรายแบบนี้ ถ้าหลับไปโดยไม่ระวังตัว ก็อาจไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีก”
“รอพักสักระยะก่อนแล้วกัน...”
หลังครุ่นคิดอยู่นาน หลัวหลินก็ตัดสินใจพักไว้ก่อน
กฎเอาชีวิตรอดในคืนลี้ลับข้อที่ 3 คือ ห้ามหลับลึกเด็ดขาดในคืนลี้ลับ เตรียมพร้อมถอยหนีได้ทุกเมื่อ!
หลัวหลินเหลือบมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้ม จากนั้นก็คล้องกระบอกลูกธนูที่บรรจุลูกธนูผสมคาร์บอนไว้สิบกว่าดอกไว้กับตัว ถือธนูระบำแพรวพราวแล้วนั่งข้างเตียง ครุ่นคิดว่าต่อไปควรทำอะไร
ธนูช่วยเพิ่มความกล้าให้คนขี้ขลาด
เมื่อมีพลังต่อกรกับสิ่งลี้ลับแล้ว หลัวหลินก็เริ่มคิดว่าจะล่าสิ่งลี้ลับอย่างไร
“ความสามารถตามลำดับของฉันใช้สร้างวัตถุพิสดารกับเครื่องสังเวยมาเสริมกำลังตัวเองได้ เพราะงั้นฉันต้องเป็นฝ่ายออกไปสังหารสิ่งลี้ลับ!”
“ช่วงแรกต้องเน้นสร้างของวิเศษเทียม นี่คือรากฐานที่ทำให้ฉันยืนหยัดได้!”
ขณะที่กำลังคิด เสียงพูดคุยแผ่วเบาก็ดังมาจากนอกหน้าต่าง
หลัวหลินขยับหูเล็กน้อย พลันระแวดระวังขึ้นมาโดยทันที เขาหยิบลูกธนูขึ้นมาพาดสายธนูโดยไม่รู้ตัว แล้วจ้องไปทางประตูอย่างระมัดระวัง
“เหมือนจะเป็นบ้านข้าง ๆ?”
เมื่อฟังจนรู้ทิศทางของเสียงสนทนา หลัวหลินก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะย่องไปที่หน้าต่างอย่างเงียบเชียบ แง้มหน้าต่างเป็นช่องแล้วเหลือบมองอย่างรวดเร็ว
เขาเห็นเหล่าเฉียนข้างบ้านยืนอยู่หน้าประตู กำลังทักทายหญิงวัยกลางคนที่กางร่มและถือกล่องอาหารอยู่
เหล่าเฉียนอายุราว 40 กว่า มีผมดกดำเป็นเงางาม เขาเป็นผู้รอดชีวิตที่คนในหมู่บ้านพากลับมาด้วยระหว่างออกไปเก็บเสบียงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
เขายังมีแฟนสาวอายุยี่สิบต้น ๆ ชื่อหวังลี่ลี่
ได้ยินว่าก่อนวันสิ้นโลก เหล่าเฉียนเคยเป็นเจ้าของบริษัทที่ประสบความสำเร็จอยู่บ้าง มีทรัพย์สินนับร้อยล้าน ขับรถหรูและอาศัยอยู่ในคฤหาสน์
แต่แน่นอนว่า หลังวันสิ้นโลกมาเยือน ประธานเฉียนก็กลายเป็นเหล่าเฉียน
เมื่อมาถึงหมู่บ้านหลี่หมิง เขาถูกจัดให้อยู่ในบ้านของเหล่าหวังที่เสียชีวิตไปแล้ว
ตอนแรกเหล่าเฉียนยังเข้าหาคนในหมู่บ้านทุกคนอย่างกระตือรือร้น แม้แต่ตอนเจอหลัวหลินก็ยังพูดจาดีด้วย
แต่หลังจากรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านแล้ว ธาตุแท้ของเขาก็เผยออกมา ต่อให้เจอกันหน้าประตู เขาก็ไม่ค่อยพูดคุยด้วย
หญิงที่ถือกล่องอาหารกลางฝนเป็นคนรับจ้างส่งอาหารให้ผู้เฝ้าหมู่บ้าน ได้ยินว่าบางครั้งยังได้กินอาหารที่ผู้เฝ้าหมู่บ้านกินเหลือด้วย นับเป็นงานที่มีผลประโยชน์ไม่น้อย
เหล่าเฉียนที่หน้าตาซีดเซียวเพราะขาดสารอาหารยิ้มประจบพลางชวนหญิงคนนั้นคุย
สายตาของเขาเหลือบไปที่กล่องอาหารในมือหญิงคนนั้นเป็นระยะ กลิ่นเนื้อหมูตุ๋นเครื่องเทศหอมกรุ่นลอยมาตามลม ทำเอาคนอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ในสภาพแวดล้อมตอนนี้ คนธรรมดาแค่พอเอาชีวิตรอดได้ มีเพียงคนส่วนน้อยกับผู้มีความสามารถตามลำดับเท่านั้นที่ได้กินอิ่ม
โดยทั่วไป คนธรรมดาก็ได้กินแค่หนูตากแห้ง เห็ดตากแห้ง เนื้อกิ้งก่า แมลงสาบ หอยทาก และของพวกนี้เพื่อประทังความหิว นาน ๆ ครั้งถึงจะได้กินผักอย่างมันฝรั่งที่ปลูกไว้ข้างทาง
แถมยังแทบไม่มีน้ำมันหรือเครื่องปรุง ส่วนใหญ่ต้มกินเปล่า ๆ อย่างมากก็ใส่เกลือลงไปนิดหน่อย
“เอาละ ไม่คุยแล้ว ฉันต้องเอาอาหารไปส่งให้พี่โจวก่อน”
หญิงวัยกลางคนยกกล่องอาหารขึ้นมาแกว่ง พลางพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “วันนี้เป็นเนื้อหมูตุ๋นนะ แค่ได้กลิ่นก็หอมแล้ว!”
เหล่าเฉียนไม่ละสายตาจากกล่องอาหารเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มอย่างกระตือรือร้น “งั้นคุณไปทำงานเถอะ ไว้พี่โจวกินเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันดี ๆ ตอนนี้ผมก่อไฟอยู่พอดี มานั่งผิงให้อุ่นได้”
“ดีเลย อีกครึ่งชั่วโมงฉันจะแวะมา”
หญิงวัยกลางคนมองเหล่าเฉียนกับหญิงสาวด้านหลังเขาอย่างย่ามใจ ก่อนจะเดินไปทางปากหมู่บ้านอย่างระมัดระวังตามทางดินที่เฉอะแฉะ ระหว่างทางยังใช้ร่มบังกล่องอาหารไว้อย่างดี
เหล่าเฉียนมองส่งหญิงคนนั้นจนเดินลับไป พอเห็นหลัวหลินค่อย ๆ ปิดหน้าต่าง แววระแวดระวังก็ฉายวาบในดวงตา เขาส่งเสียงฮึดฮัดแล้วปิดประตูดังปัง
หลัวหลินปิดหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจ เขาเข้าใจจุดประสงค์ของเหล่าเฉียน อีกฝ่ายคงอยากได้ไขมันที่เหลือจากเนื้อหมูตุ๋นมากิน
ถึงไม่มีผัก แค่เอาน้ำมันไปจิ้มกับอย่างอื่นก็นับเป็นอาหารเลิศรสแล้ว
อย่าว่าแต่ตอนนี้หลัวหลินกลายเป็นผู้มีความสามารถตามลำดับเลย ต่อให้เป็นเมื่อก่อน เขาก็ไม่มีทางกินเศษอาหารที่คนอื่นกินเหลือแบบนี้เด็ดขาด
ถ้าเขาต้องการ ตอนนี้ก็ไปที่ใจกลางหมู่บ้านเพื่อหาผู้มีความสามารถตามลำดับสักสองสามคน แล้วแลกธนูระบำแพรวพราวกับเสบียงจำนวนมากได้เลย
แต่ตอนนี้อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นเครื่องมือป้องกันตัวเพียงอย่างเดียวของเขา ไว้สะสมกำลังให้มากกว่านี้ก่อนค่อยคิดเรื่องแลกเปลี่ยนก็ยังไม่สาย
“วันนี้กินของดีสักมื้อก่อน วันดี ๆ ยังรออยู่ข้างหน้า!”
หลัวหลินดึงกล่องใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง พอเปิดออกก็เห็นมันฝรั่งสิบกว่าหัว เกลือครึ่งถุง เห็ดตากแห้งกับเนื้อกิ้งก่าจำนวนหนึ่ง และผักป่าอีกเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีเนื้อวัวกระป๋องอยู่หนึ่งกระป๋อง เป็นของดีที่เขาได้มาตอนออกไปค้นหาเสบียงกับกองกำลังครั้งก่อนหน้า
หลัวหลินไม่ได้ขาดความกล้า แค่โชคไม่ดีพอ ออกไปกับกองกำลังหลายครั้งแต่ก็หาเสบียงกลับมาได้ไม่มาก
จนต้องอดมื้อกินมื้อ แทบทุกวันมีอาหารพอแค่ประทังชีวิต
หลัวหลินหยิบเนื้อวัวกระป๋องมาเปิดแล้วกินอย่างตะกละตะกลาม ครั้งสุดท้ายที่ได้กินของอร่อยแบบนี้ก็เป็นเรื่องนานมาแล้ว ความทรงจำยังเลือนราง
ผ่านไปไม่กี่นาที ขณะที่หลัวหลินกำลังจะใช้น้ำฝนที่ต้มเก็บไว้ล้างกระป๋องเปล่าเล็กน้อยแล้วดื่ม เสียงเคาะประตูหนัก ๆ ก็ดังขึ้น หญิงคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาจากด้านนอก
ปัง ปัง ปัง—
“หลัวหลินอยู่ไหม? อยากกินเนื้อหรือเปล่า?”
หลัวหลินกำลังจะตอบ แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาก็เข้าใจทันที ความเย็นยะเยือกแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กระหม่อม
เขาไม่สนิทกับพี่หวัง หญิงที่มาส่งอาหาร แต่ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนชอบแบ่งปันอะไรให้ใคร
ผู้หญิงคนนี้ไม่ไปหาเหล่าเฉียน แต่กลับมาหาฉันทำไม?
อีกอย่าง...น้ำเสียงแข็งทื่อเย็นชาแบบนี้ แทนที่จะเรียกว่าเคาะประตู ไม่สู้บอกว่ากำลังทุบประตูเสียมากกว่า...
เพิ่งผ่านไปไม่กี่นาทีหลังหญิงคนนั้นเอาอาหารไปส่ง ต่อให้หักเวลาเดินทางออกไป ผู้เฝ้าหมู่บ้านก็กินเร็วเกินไปแล้ว แม้แต่ซดบะหมี่ยังไม่น่าจะเร็วขนาดนั้น
เมื่อตัดความเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดออกไปแล้ว ความจริงก็เหลือเพียงหนึ่งเดียว!
“แย่แล้ว! มันมุ่งเป้ามาที่ฉัน!”
ใบหน้าของหลัวหลินซีดเผือดเพราะความหวาดกลัว เขารีบหยิบลูกธนูผสมคาร์บอนมาพาดบนธนูระบำแพรวพราว เล็งไปที่ประตูแล้วง้างสายธนู สมาธิจดจ่ออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนหางตาก็จับจ้องหน้าต่างอย่างระแวดระวัง
ปัง ปัง ปัง—
“ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน เป็นคนต้องรู้จักแบ่งปันสิ เรามากินเนื้อด้วยกันเถอะ! เนื้อสดใหม่หอมฉุยเลย!”
กินกับผีสิ! ฉันว่าแกอยากกินเนื้อฉันมากกว่า!
หลัวหลินกัดฟัน ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย เขาแอบภาวนาให้ผู้มีความสามารถตามลำดับที่ใจกลางหมู่บ้านสังเกตเห็นความผิดปกติที่นี่โดยเร็ว
เวลานั้นเอง เสียงคำรามก็ดังมาจากทางปากหมู่บ้าน ฟังจากเสียงแล้วเป็นโจวต้าจ้วง
แต่หลัวหลินไม่มีเวลาคิดว่าเหตุใดโจวต้าจ้วงถึงปล่อยให้สิ่งลี้ลับหลุดเข้ามาได้ เพราะหน้าต่างที่ไม่ได้ลงกลอนกำลังถูก “คน” ค่อย ๆ เปิดออก
ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งปรากฏผ่านช่องแคบ ๆ!
