ตระกูลจวงกลัวว่าเธอจะหย่ากับเหวินเย่หลานจริง ๆ สุดท้ายจึงโอนเงินให้เธอ 30 ล้าน
พอเห็นเลขศูนย์เรียงพรืดอยู่ในบัญชีธนาคาร จวงชูฉิงก็แทบจะลอยขึ้นฟ้า
เจ้าของร่างเดิมพยายามไขว่คว้าความรักจากครอบครัวและความรักจากคนรักมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับต้องจบลงด้วยการเสียชื่อเสียงและทุกอย่างพังพินาศ
จะทำแบบนั้นไปทำไม เป็นคนรวยที่ขี้เกียจใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่ดีกว่าหรือ
คืนนี้เหวินเย่หลานมีนัดกินข้าว โดยมีเริ่นหัวเม่าไปด้วย
ระหว่างทางไปงานเลี้ยง เริ่นหัวเม่าก็พูดขึ้นกะทันหันว่า “เดิมทีทางบริษัทบันเทิงเฟยเทียนอยากให้จวงชูฉิงเข้ากองถ่ายเรื่อง ‘ชีวิตในโลกมนุษย์’ แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว”
เริ่นหัวเม่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวที่ดูแลเหวินเย่หลานมาตั้งแต่เดบิวต์ ย่อมรู้เรื่องที่เขาแต่งงานกับจวงชูฉิงอยู่แล้ว
ด้วยสถานะและตำแหน่งของเหวินเย่หลานในตอนนี้ ต่อให้ประกาศเรื่องแต่งงานให้คนทั่วไปรู้ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขามากนัก การที่ยังไม่อยากเปิดเผยต่อสาธารณะย่อมเป็นเพราะตัวเขาเองไม่เต็มใจ
หลังจากจวงชูฉิงเข้าวงการบันเทิง เริ่นหัวเม่าก็ให้คนคอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของเธออย่างลับ ๆ กลัวว่าเธอจะเปิดเผยเรื่องแต่งงานกับเหวินเย่หลาน
ยังดีที่จวงชูฉิงถือว่ารู้จักวางตัว เธอเซ็นสัญญากับบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นแค่นักแสดงหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ แทบไม่มีโอกาสได้พบกับเหวินเย่หลานเลย ตลอดสองปีที่ผ่านมา ทั้งสองจึงต่างคนต่างใช้ชีวิต ไม่ก้าวก่ายกัน
ถึงอย่างนั้นเริ่นหัวเม่าก็ไม่เคยลดความระแวดระวังต่อจวงชูฉิงเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ทั้งสองคนอาจได้เจอกันในกองถ่ายเรื่อง ‘ชีวิตในโลกมนุษย์’ ก็ได้
เมื่อได้ยินข่าวนี้ เหวินเย่หลานก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นที่จวงชูฉิงโทรหาเจ้านายของเขา เหวินเย่หลานก็พูดส่ง ๆ ว่า “เดิมทีเธอก็ไม่อยากเข้ากองถ่ายนี้อยู่แล้ว”
ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดว่าเขาเป็นตัวซวยของเธอหรอก
“เป็นไปไม่ได้” เริ่นหัวเม่าพูดอย่างมั่นใจ “ตอนนั้นที่เธอเข้าวงการก็เพราะนาย แล้วจะไม่อยากเข้ากองเดียวกับนายได้ยังไง”
เหวินเย่หลานตอบว่า “อธิบายกับนายไปก็ไม่รู้เรื่อง”
เริ่นหัวเม่าไม่ได้ถามต่อ “จริงสิ ข่าวหย่าของพวกนายฉันเตรียมไว้หมดแล้ว ถ้าถึงตอนนั้นตกลงเงื่อนไขกันไม่ได้ จวงชูฉิงจนตรอกแล้วเอาเรื่องหย่ามาทำให้เป็นข่าวใหญ่ เราจะได้เตรียมรับมือไว้ก่อน”
เหวินเย่หลานพยักหน้า
เมื่อสองปีก่อน คุณปู่ป่วยหนัก ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวของท่านคือได้เห็นเขาแต่งงานกับจวงชูฉิง เพื่อทำตามความปรารถนาของคุณปู่ เขาจึงแต่งงานกับจวงชูฉิง
ตลอดสองปีที่ผ่านมา สุขภาพของคุณปู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ การรักษาชีวิตแต่งงานจอมปลอมระหว่างเขากับจวงชูฉิงไว้ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
รอจัดการงานเลี้ยงวันเกิดของคุณปู่ให้ผ่านไปในอีกไม่กี่วัน เขาก็จะขอหย่ากับจวงชูฉิง
วันจัดงานเลี้ยงวันเกิดของคุณปู่เหวิน ผู้ช่วยของเหวินเย่หลานนำชุดราตรีกับเครื่องประดับที่ต้องใส่วันนี้มาให้จวงชูฉิง
ถึงขั้นพาช่างแต่งหน้ามาแต่งหน้าให้เธอด้วย
ช่างแต่งหน้าวัยสี่สิบกว่า ๆ แต่งหน้าให้จวงชูฉิงไปพลางก็อดชมไม่ได้ว่า “โอ๊ย คุณนายเหวิน ผิวดีจริง ๆ เลยนะคะ ดูแลยังไงคะเนี่ย”
“ไม่ได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษค่ะ คงเพราะยังสาวมั้งคะ” จวงชูฉิงยิ้มแล้วพูดว่า “ก็เพิ่งอายุครบ 23 เองนี่คะ”
ช่างแต่งหน้าตกใจมาก “ที่แท้ก็เพิ่ง 23 เองเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย” จวงชูฉิงพูดติดตลก
“คุณเหวินโชคดีจริง ๆ นะคะ ที่ได้ภรรยาสาวสวยและมีเสน่ห์แบบคุณ”
“นั่นสิคะ” จวงชูฉิงหัวเราะหึ ๆ “เขาแก่จะสามสิบอยู่แล้ว เรียกว่าคนแก่กินหญ้าอ่อนชัด ๆ”
ที่สำคัญคือคนแก่คนนี้ยังไม่รู้จักถนอมเธอที่เป็นหญ้าอ่อนด้วย
ช่างแต่งหน้าถูกเธอทำเอาหัวเราะลั่น
พ่อบ้านบอกเธอว่าคนขับรถจะไปส่งจวงชูฉิงที่บ้านเก่าตระกูลเหวิน
จวงชูฉิงออกจากบ้านมาก็เห็นรถจอดอยู่ตรงประตู
รถเบนท์ลีย์สีดำคันหนึ่ง
เหวินเย่หลานในชุดสูทยืนอยู่หน้ารถ
รถหรูคู่กับหนุ่มหล่อ เป็นภาพที่ชวนมองสุด ๆ
พอเดินไปถึงตรงหน้าเหวินเย่หลาน จวงชูฉิงก็จับชายกระโปรงหมุนตัวหนึ่งรอบต่อหน้าเขา แล้วถามอย่างสุภาพว่า “ชุดที่ผู้ช่วยฟางเลือกให้ สวยใช้ได้ไหมคะ”
เหวินเย่หลานมองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน
ถ้าสายตาที่จวงชูฉิงมองเขาไม่จริงใจขนาดนั้น เขาคงอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอจงใจทำแบบนี้
เห็นเหวินเย่หลานเอาแต่มองเธอเงียบ ๆ จวงชูฉิงจึงอดถามระบบด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า 「พระเอกบ้านพวกคุณวันนี้อารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า」
อีกเดี๋ยวก็จะขอหย่ากับเธอแล้ว สำหรับเหวินเย่หลานนี่เป็นเรื่องดีแท้ ๆ ทำไมถึงยังดูไม่ดีใจอีกล่ะ
「คือว่า หลายวันก่อนตอนงานเลี้ยง เหวินเย่หลานได้ยินคนพูดถึงเรื่องที่คุณกลับไปขอเงินจากตระกูลจวง ตอนนี้แวดวงไฮโซในเมืองหลวงกำลังลือกันให้แซ่ดว่า คุณนายเหวินอย่างคุณก็ลำบากเหมือนกัน ถึงจะแต่งเข้าตระกูลร่ำรวยแล้ว แต่หลังแต่งงานกลับไม่มีแม้แต่เงินใช้ส่วนตัว ยังต้องกลับไปขอเงินจากบ้านเดิมอีก」
จวงชูฉิงเข้าใจขึ้นมาทันที
เรื่องนี้กระทบชื่อเสียงของเหวินเย่หลานนี่เอง
เหวินเย่หลานโยนกุญแจรถให้เธอ “เธอขับ”
จวงชูฉิงรีบรับกุญแจรถอย่างลนลาน
ยังไม่ทันที่จวงชูฉิงจะพูดอะไร เหวินเย่หลานก็เข้าไปนั่งที่นั่งข้างคนขับแล้ว
จวงชูฉิงมองกุญแจรถในมือ แล้วหันไปมองเหวินเย่หลานที่กำลังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ในรถ
เก่งจริง ๆ ครั้งแรกที่ขับรถก็ได้ฝึกกับเบนท์ลีย์เลย
จวงชูฉิงถามอย่างไม่แน่ใจว่า “คุณเหวิน ฉันขับรถไม่ค่อยเก่งนะคะ แน่ใจเหรอว่าจะให้ฉันขับ”
เหวินเย่หลานพูดอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยว่า “เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว”
จวงชูฉิงกำกุญแจรถในมือแน่น “งะ...งั้นหวังว่าเดี๋ยวคุณจะไม่เสียใจนะคะ”
เหวินเย่หลานมองเธออย่างระแวง ผู้หญิงคนนี้คิดจะทำอะไรอีก
หลังขึ้นรถ จวงชูฉิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำกำชับของครูสอนขับรถ ลองเหยียบเบรก กดแตร แล้วสตาร์ตรถ
สามนาทีต่อมา
รถเบนท์ลีย์พุ่งชนประตูรั้วบ้านพักตากอากาศ
แรงกระแทกที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ระบบสัญญาณเตือนภัยของบ้านดังขึ้น
ตอนนั้นเองเหวินเย่หลานถึงเข้าใจว่าทำไมเมื่อครู่จวงชูฉิงถึงบอกว่าอย่ามาเสียใจทีหลัง
เหวินเย่หลานมองฝากระโปรงหน้ารถที่บุบเบี้ยวกับประตูรั้วที่ส่งเสียงเตือนดังลั่นอยู่ข้างหู ก่อนจะหันไปมองจวงชูฉิงด้วยสีหน้าเย็นชา
“ถ้าไม่อยากขับก็บอกมาตรง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีแบบนี้มาแก้แค้นฉัน”
จวงชูฉิงกล่าวขอโทษอย่างจริงใจว่า “ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
สาบานได้เลยว่าเธอแค่จะกลับรถ ใครจะไปรู้ว่าเผลอขับชนประตูรั้วเข้าให้
สีหน้าของเหวินเย่หลานยิ่งมืดครึ้มกว่าเดิม
“ค่าซ่อมประตูกับรถ ฉันจะรับผิดชอบเองค่ะ” จวงชูฉิงพูดอย่างจริงใจ “ปกติฉันไม่ค่อยขับรถเอง ฝีมือเลยไม่ค่อยดี แล้วคุณก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันเลยตื่นเต้นจนเหยียบคันเร่งแทนเบรก”
เหวินเย่หลาน “...”
ใกล้ถึงวันเกิดคุณปู่แล้ว เหวินเย่หลานจึงเรียกคนขับรถของบ้านพักตากอากาศมาขับรถไปส่งพวกเขา
รถของเหวินเย่หลานต้องเอาไปซ่อม จึงทำได้แค่ขับรถของจวงชูฉิง
รถของจวงชูฉิงมีพื้นที่ไม่มาก ขายาว ๆ ทั้งคู่ของเหวินเย่หลานจึงแทบไม่มีที่วาง ดูน่าสงสารอยู่ไม่น้อย
เห็นภาพนั้นแล้วจวงชูฉิงก็อดอยากหัวเราะไม่ได้ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเพิ่งทำผิดไป ถ้าหัวเราะตอนนี้ เหวินเย่หลานคงโมโหแน่ เธอจึงได้แต่กลั้นไว้
