เซี่ยหลานจือยื่นมือออกมา ใช้ปลายนิ้วประคองปลายคางเล็กเรียวของฉินซูอย่างแผ่วเบา
“อาซูมีความสุขมากเหรอ?”
ฉินซูสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่เข้ามาตรงหน้า
รอยยิ้มบนใบหน้าแทบประคองไว้ไม่อยู่ เธอกลืนน้ำลายก่อนตอบว่า “ก็ไม่ได้ดีใจขนาดนั้นสักหน่อย”
น้ำเสียงของเซี่ยหลานจือแหบพร่า “ผมเห็นว่าคุณดูมีความสุขกว่าตอนเจอผมเสียอีก”
ฉินซูทำหน้าตึง รีบปฏิเสธทันควัน “ไม่มีเรื่องแบบนั้นสักหน่อย!”
เซี่ยหลานจือแค่นเสียงเบา ๆ “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
เขาคว้าสายเข็มขัดหนังเนื้อดีจากบริเวณเอวและสะโพกของฉินซูขึ้นมา
แสงแดดสาดผ่านกระจกรถลงบนร่างชายหนุ่มที่กำลังค่อย ๆ คาดเข็มขัด อาบไล้ตัวเขาด้วยประกายสีทองจาง ๆ
ริมฝีปากบางงดงามของเซี่ยหลานจือขยับเอื้อนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อาซู ความประพฤติส่วนตัวของผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น และผมไม่มีวันทำเรื่องที่ทรยศครอบครัว”
“เรื่องเจียเจีย ผมบอกรายละเอียดกับคุณไม่ได้ แต่ผมรับรองได้”
“นอกจากสถานะพี่น้องในนามแล้ว ระหว่างผมกับเธอไม่มีพฤติกรรมเกินเลยอะไรทั้งนั้น”
ฉินซูเล่นปอยผมที่ตกลงมาบนไหล่ ใช้นิ้วชี้พันเส้นผมทีละรอบ
ดวงตาสุกใสเจ้าเล่ห์ของเธอโค้งขึ้น รอยยิ้มเปี่ยมสุขเอ่อล้นอยู่ในแววตา
“ฉันรู้ค่ะ”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
ทำให้มือที่กำลังคาดเข็มขัดของเซี่ยหลานจือชะงักไป
เขาจ้องฉินซูอย่างพินิจ “ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงหนีออกจากบ้านล่ะ”
ฉินซูตอบอย่างเปิดเผย “ฉันก็แค่งอแงน่ะสิ—”
น้ำเสียงฟังดูสมเหตุสมผลเหลือเกิน ราวกับว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เซี่ยหลานจือมองรอยยิ้มที่ห่างเหินบนใบหน้าฉินซู ซึ่งไปไม่ถึงดวงตา คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
เขาคาดเข็มขัดอย่างรวดเร็ว ก่อนโน้มตัวเข้าไปสบตาฉินซูที่ยิ้มราวกับจิ้งจอก
“จำที่ผมเคยพูดไว้ได้ไหม?”
“มีเรื่องอะไรก็พูดออกมา อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดยิ่งถลำลึก”
ดวงตาดำสนิทหม่นลึกซึ่งมีเส้นเลือดฝอยแดงก่ำพาดผ่าน ไหววูบด้วยอารมณ์อัดอั้นที่ระบายออกมาไม่ได้
ฉินซูสังเกตเห็นอารมณ์หงุดหงิดที่เขากดกลั้นไว้ เธอรู้ว่าเซี่ยหลานจือเหนื่อยล้ามาก อย่างน้อยก็ไม่ได้พักมาหนึ่งวันหนึ่งคืน หรืออาจพูดได้ว่าเขาไม่ได้หลับเลยด้วยซ้ำ
