“อย่าลืมเอายาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างนอกไปให้เจ้าโยวเฉียงด้วยนะ!” ฉินซูตั้งใจจะเอายาคอร์สที่สองไปให้เจ้าโยวเฉียงด้วยตัวเองตั้งแต่เช้าแล้ว
ตอนนั้นรีบร้อนเกินไปจนลืมเสียสนิท
พอกลับมาเห็นยาวางอยู่บนโต๊ะ เธอถึงนึกขึ้นได้
เซี่ยหลานจือเดินไปที่โต๊ะ หยิบยาที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมา
เขาหันไปพูดทางห้องนอนว่า “รู้แล้ว ผมจะไปสหกรณ์ คุณอยากซื้ออะไรไหม?”
“ไม่ล่ะ รีบไปรีบกลับนะ”
“ได้—”
หลังเซี่ยหลานจือออกไป ฉินซูก็สวมชุดกระโปรงผ้าบราจีตัวหลวม ๆ ที่ค่อนข้างเก่า
เธอกวาดตามองห้องรับแขกที่ว่างเปล่า หัวใจที่เคยเต้นไม่เป็นส่ำค่อย ๆ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
ช่วงนี้เธอเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
หลังร่างกายฟื้นตัว เซี่ยหลานจือกลับอันตรายกว่าที่เธอคาดไว้เสียอีก
ภายนอกดูเป็นสุภาพบุรุษ แต่แท้จริงแล้วเจ้าเล่ห์ แถมยังร้ายลึกและไม่เคยพอใจในเรื่องนั้น
ฉินซูเดินไปทางห้องครัว พลางคิดเรื่องแยกห้องนอนขึ้นมาอีกครั้ง
เธอเดินวนในครัวรอบหนึ่ง ก่อนคิดว่าถ้าจะเตรียมอาหารให้คนสิบกว่าคน อย่างไรก็ต้องมีทั้งปลาและเนื้อ
เวลานี้ที่สหกรณ์คงมีเนื้อขายยาก
ฉินซูหันกลับเข้าห้องนอน หยิบผงยามาหนึ่งห่อ แล้วหิ้วตะกร้าไม้ไผ่สองใบออกไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบกำแพงสูงของค่ายจนเป็นสีทอง
ฉินซูหิ้วตะกร้าไม้ไผ่สองใบที่ค่อนข้างหนัก เดินเข้าไปในค่ายอย่างทุลักทุเล
เพิ่งก้าวเข้าค่าย เธอก็พบกับทหารหนุ่มในเครื่องแบบ ร่างสูงขายาวคนหนึ่ง
“พี่สะใภ้!”
อีกฝ่ายร้องเรียกเธอแล้วรีบตรงเข้ามารับตะกร้าจากมือ
“โห! หนักเอาเรื่อง ข้างในมีอะไรหรือครับ?”
ฉินซูจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่เคยล้อมเธอกับอามู่ถีไว้ที่เทียนยิงหลิง
เธอสลัดมือที่ปวดเมื่อยเบา ๆ ก่อนยิ้มตอบ “ปลาแล้วก็กุ้งน่ะ”
ชายหนุ่มยกตะกร้าขึ้นมาดู พอเห็นข้างในก็ร้องอย่างประหลาดใจ “ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้! อย่างน้อยก็สามสี่ชั่งได้มั้งครับ”
ฉินซูถ่อมตัว “สามชั่งกว่า ๆ เองค่ะ โชคดีที่จับได้สองตัวในลำธาร”
ชายหนุ่มมองตะกร้าที่ใส่กุ้ง ก่อนจะประหลาดใจอีกครั้ง
“พี่สะใภ้จับปลาเล็กกุ้งน้อยพวกนี้มาได้ยังไงตั้งเยอะครับ? จับยากจะตาย เจ้าเล่ห์มากด้วย!”
