คืนนี้เซี่ยหลานจือสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก
น้อยจนดูจงใจอยู่บ้าง
เขาสวมกางเกงขาสั้นแบบที่กำลังนิยมในเซียงกั่งยุคนี้ ขับให้เรียวขายาวดูปราดเปรียวแข็งแรง
ไหล่กว้าง เอวคอด ลำตัวเพรียว ทุกสัดส่วนได้รูปพอดิบพอดี ทุกอิริยาบถแฝงความงามอันเปี่ยมพลัง
เมื่อเซี่ยหลานจือขยับเข้ามา กลิ่นอายความเป็นชายเข้มข้นก็ปะปนกับกลิ่นสบู่อ่อน ๆ โชยเข้ามาปะทะใบหน้า
ฉินซูรู้สึกคันจมูกขึ้นมานิดหน่อย
เธอยกมือแตะจมูกโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าจะเลือดกำเดาไหลจริง ๆ
ฉินซูก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว บ่นอุบอิบว่า “ทำไมคุณไม่รู้จักใส่เสื้อผ้าบ้าง!”
เซี่ยหลานจือมองริมฝีปากแดงที่เธอกัดเบา ๆ แก้มระเรื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
เขาพลันยิ้ม สีหน้าชวนให้คิดลึก
ทันใดนั้นเซี่ยหลานจือก็โน้มตัวเข้าหา อกเปลือยเปล่าของเขาอยู่ตรงหน้าฉินซู
ระยะห่างระหว่างทั้งสองพลันใกล้ชิด พื้นที่รอบตัวคับแคบลง บรรยากาศชวนใจเต้นที่ยากจะมองข้ามแผ่ซ่านออกมา
ฉินซูเบิกตาค้าง จ้องกล้ามเนื้อแน่นเด้งดึ๋งตรงหน้า ถึงกับกลั้นหายใจ
นี่เขากำลังยั่วเธออยู่หรือไง?!
ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มยังคงเคลื่อนเข้ามาใกล้
ทั้งคู่ใกล้กันเสียจนเหมือนอีกวินาทีเดียวก็จะโผเข้ากอดกัน
ในจังหวะที่ฉินซูกำลังคิดว่าเซี่ยหลานจือจะทำเรื่องวาบหวามอะไรบางอย่าง
แขนของเซี่ยหลานจือกลับพาดผ่านตัวเธอไป คว้าเสื้อแขนสั้นสีขาวที่วางอยู่บนเตียง
เขายืดตัวตรง สวมเสื้ออย่างคล่องแคล่ว ริมฝีปากบางขยับเอ่ยช้า ๆ
“เดี๋ยวเจ้าโยวเฉียงจะมา เขาอารมณ์ไม่ค่อยดี ผมจะดื่มเป็นเพื่อนเขาสักสองแก้ว”
น้ำเสียงเย็นเรียบเจือความเกียจคร้านและความกรุ้มกริ่มอยู่หน่อย ๆ
แค่นี้เองเหรอ?
ฉินซูเต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน
ในใจบอกไม่ถูกว่าผิดหวังหรือโล่งอกกันแน่
เธอรีบจัดการความรู้สึกให้เข้าที่ แล้วถามอย่างเข้าอกเข้าใจว่า
“งั้นฉันต้องผัดกับข้าวให้พวกคุณสักสองสามอย่างไหม?”
เซี่ยหลานจือปฏิเสธ “ไม่ต้อง เขาเอากับแกล้มมาด้วย กับข้าวมื้อเย็นยังเหลืออยู่บ้าง พอแล้ว”
ตอนสวมเสื้อ เขาเผลอไปกระทบแผลตรงเอว การเคลื่อนไหวจึงชะงักลง
ฉินซูเห็นเซี่ยหลานจือขมวดคิ้วเล็กน้อย จึงนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีแผลอยู่
