เซี่ยหลานจือนั่งอยู่บนเก้าอี้ กล้ามเนื้อบนแก้มเกร็งแน่น แววตาพลันคมกริบขึ้นมา
หลวี่หมิ่นที่ลอบสังเกตสีหน้าเขามาตลอดเห็นดังนั้น แววตาก็ไหววูบ ใบหน้าซีดเผือดตามไปด้วย
ผู้บังคับการกรมลวี่กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางโบกมือซ้ำ ๆ
“เรื่องเหลวไหลอะไรกัน ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก พวกเธอแค่ว่างจนไม่มีอะไรทำเท่านั้นแหละ”
เขายกแก้วชาบนโต๊ะขึ้นจิบชาเข้ม ๆ ใบหน้ายังประดับรอยยิ้มไม่ใส่ใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดในห้องทำให้ผู้บังคับการกรมลวี่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“หลานจือ ที่พวกเขาพูดเป็นเรื่องจริงเหรอ?”
เสียงถามแผ่วสั่นด้วยความไม่อยากเชื่อดังมาจากด้านหลัง
ผู้บังคับการกรมลวี่หันขวับไปมองภรรยาอย่างตกตะลึง ก่อนมองเซี่ยหลานจือที่สีหน้าแย่ถึงขีดสุด
ภายใต้สายตาฉงน ห่วงใย และเจ็บปวดของผู้ใหญ่ทั้งสอง เซี่ยหลานจือค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เขาจัดเครื่องแบบทหารอย่างไม่รีบร้อน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ไร้ไออุ่น
“ใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนี้?”
น้ำเสียงของเซี่ยหลานจือต่ำทุ้ม คำถามฟังดูไม่ใส่ใจ แต่แฝงอันตรายราวกับพายุกำลังจะโหมกระหน่ำ
เซี่ยหลานจือไม่ได้โต้แย้งหรือแก้ตัว
ท่าทีเงียบงันของเขาชัดเจนว่าเป็นการยอมรับเรื่องที่เขาไร้บุตร!
ใบหน้าของผู้บังคับการกรมลวี่กับหลวี่หมิ่นซีดเผือด ทั้งคู่รู้สึกราวกับฟ้ากำลังถล่มลงมาตรงหน้า
“เคร้ง!”
แก้วชาในมือผู้บังคับการกรมลวี่หล่นลงพื้น ชาร้อนกระเซ็นเปียกไปทั่วจนรองเท้าเปียกชุ่ม
เขาเซถอยไปหลายก้าว ก่อนใช้มือข้างหนึ่งจับโต๊ะทำงานไว้ สีหน้าซับซ้อนขณะมองเซี่ยหลานจือ เส้นเลือดบนหลังมือที่กดอยู่ตรงมุมโต๊ะปูดนูนขึ้น
ผู้บังคับการกรมลวี่พึมพำกับตัวเอง “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”
หลวี่หมิ่นรีบเข้าไปหาเซี่ยหลานจือ ดวงตาคลอหยาดน้ำตา “คุณล้อเล่นใช่ไหม เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้หรอก!”
ใบหน้าสุภาพเย็นชาและไร้ซึ่งความปรารถนาของเซี่ยหลานจือราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็ง เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ในดวงตาแผ่ไอเย็นข่มขวัญ
“เป็นเรื่องจริง ชาตินี้ผมคงไม่มีลูกแล้ว”
เขายอมรับเรื่องนี้ได้ดี สิ่งเดียวที่รู้สึกผิดต่อพ่อแม่
