เซี่ยหลานจือรู้จากปากฉินซูแล้วว่า คนที่เอาเรื่องของเธอไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ คือซุนยู่เจิน
แพขนตาหนาเป็นแพของเขาหลุบลง น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยถามว่า “ใคร?”
อามู่ถีตอบว่า “ซุนยู่เจิน เมียของเจ้าโยวเฉียง!”
คิ้วทั้งสองข้างของเซี่ยหลานจือขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาเย็นลง
เป็นเธอจริง ๆ ด้วย
“ซุนยู่เจินนี่ก็แปลกคนจริง ๆ ทำไมถึงจ้องเล่นงานนายกับพี่สะใภ้ล่ะ”
อามู่ถีไม่เข้าใจการกระทำของซุนยู่เจินเอาเสียเลย รู้สึกว่าอีกฝ่ายคงมีปัญหาทางสมอง
เซี่ยหลานจือยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววเยาะเย้ยจาง ๆ ฉายชัดอยู่ตรงหางตาและคิ้ว
บนโลกนี้มีคนบางประเภทที่จิตใจคดโกงมาแต่เกิด ทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้
เซี่ยหลานจือถามเสียงขรึม “เรื่องที่เธอแต่งขึ้นมาพูดถึงฉินซูคราวก่อน สืบได้หรือยัง?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าอามู่ถีก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาลดเสียงลงแล้วพูดว่า
“พูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องเอ่ยถึงหลางเย่”
“เกี่ยวอะไรกับเขา?”
“เรื่องมันยาว”
“งั้นก็พูดสั้น ๆ”
“พี่สะใภ้เป็นคนหมู่บ้านอวี้ซาน เมียของหลางเย่ก็เป็นคนหมู่บ้านอวี้ซานเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นอายุมากกว่าหลางเย่ตั้ง 13 ปี แถมยังพาลูกติดมาสองคน...”
เดิมทีเซี่ยหลานจือฟังอย่างเบื่อหน่าย ทว่าเมื่อฟังไปเรื่อย ๆ สีหน้าก็ค่อย ๆ เคร่งขรึมลง
“เรื่องนี้มีใครรู้บ้าง?”
เสียงทุ้มเย็นเยียบหลุดออกจากริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่ม
อามู่ถีเบ้ปาก พูดอย่างเห็นใจว่า “คนที่รู้จักหลางเย่แทบไม่มีใครไม่รู้ เด็กคนนี้ไม่เพียงโชคร้าย แต่ยังวาสนาน้อยด้วย”
เซี่ยหลานจือครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “หลางเย่เป็นพวกนอกรีต ลงมือเฉียบขาดและโหดเหี้ยม แถมยังมีใจฮึกเหิม เป็นคนที่ฝึกฝนได้”
อามู่ถีขมวดคิ้ว “ช่างเถอะ เขาเป็นเด็กกำพร้า แต่งเมียแบบนั้นเข้าไป คงถูกถ่วงจนตาย”
