เขาหยิบผ้านวมไหมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาคลุมฉินซูซึ่งกอดตัวเองเพราะความเย็น เซี่ยหลานจือยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงเนิ่นนาน สายตาลึกล้ำจับจ้องคนที่กำลังหลับใหล
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาค่อย ๆ ห่างออกไป พร้อมความจำใจยอมรับชะตากรรม
ฉินซูลืมตาขึ้น แสงแดดส่องผ่านม่านบางเบา ตกกระทบบนเตียงที่ยุ่งเหยิง
เธอลุกขึ้นนั่ง บิดขี้เกียจพลางส่งเสียงงัวเงีย
ม่านถูกกระชากเปิดออกในคราวเดียว
ข้างนอกแดดจ้า เห็นได้ชัดว่าใกล้เที่ยงแล้ว
ฉินซูมองแสงแดดจ้าที่แยงตาอย่างตกตะลึง ก่อนจะเหลือบมองเวลา แล้วเบิกตากว้าง
เธอรีบลุกขึ้นด้วยความเร็วสูงสุด พุ่งเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็เข้าครัว
วันนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉินซูมาถึงค่ายที่เธอตื่นสาย
เธอไม่ได้ทำอาหาร ทั้งยังไม่ได้ฝังเข็มหรือเคี่ยวยาให้เซี่ยหลานจือ
เพราะรีบร้อนเกินไป ฉินซูจึงลืมเรื่องน่าอึดอัดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไปจนหมด
ตอนเซี่ยหลานจือกลับมาจากการฝึก เธอก็ไม่ได้ยินเสียงเขาเลย
ฉินซูง่วนอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ทำอาหารกลางวันเสร็จ
ไข่ผัดมะเขือเทศ ผัดผัก และบวบเนื้อนึ่งรสหวานละมุน
มะเขือเทศในช่วงนี้มีสีแดงปนเขียว รสหวานเหมือนกินผลไม้
เธอนั่งอยู่หน้าเตา กินมะเขือเทศไปพลาง คอยดูยาที่เคี่ยวอยู่ในหม้อดินไปพลาง
ฉินซูไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่ลึกล้ำกำลังจับจ้องเธอจากด้านหลัง
สายตาคู่นั้นหนักแน่น เปี่ยมด้วยความจริงจังและตั้งใจ
พอกินมะเขือเทศหมด มือของฉินซูก็เหนียวเล็กน้อย เธอจึงลุกไปล้างมือ
เธอลุกเร็วเกินไปจนเท้าเสียหลัก ร่างเอนหงายไปด้านหลังทันที
“ระวัง!” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงความร้อนรนดังมาจากด้านหลัง เซี่ยหลานจือก้าวพรวดเข้ามา มือหนึ่งประคองเอวด้านหลังของฉินซู แล้วโอบเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างเป็นธรรมชาติ
