กลางดึก
หอพักโรงงานยา
ฉินไห่รุ่ยเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะ เพื่อส่งน้องสาวกับน้องเขย
พอกินกันจนเกือบเสร็จ บนโต๊ะอาหารก็เหลือเพียงเซี่ยหลานจือกับฉินไห่รุ่ยสองคน
ฟ่านเย่าจงต้องไปติดต่อธุรกิจใหม่ในวันพรุ่งนี้ ดื่มไปไม่กี่แก้วก็ขอตัวกลับ
อามู่ถีต้องขับรถวันพรุ่งนี้ จึงกลับห้องไปนอนพักเอาแรง
ส่วนฉินซู ยิ่งท้องโตยิ่งง่วงนอน จึงฝืนต่อไม่ไหวและกลับห้องไปพักตั้งนานแล้ว
ภายในลานบ้านที่ไม่ได้กว้างขวางนัก ฉินไห่รุ่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ดวงตาแดงก่ำจากฤทธิ์สุรา จ้องเซี่ยหลานจือผู้มีสีหน้าเย็นชาเขม็ง
หลายวันมานี้ ฉินไห่รุ่ยติดตามอีกฝ่ายไปพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนในเมืองหยุนเจิ้น ถึงขั้นที่ผู้มีอำนาจสูงสุดยังออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยตนเอง
เขาได้เห็นกับตาว่าผู้มีอำนาจนั้นวางอำนาจเหนือผู้คนเพียงใด
และเข้าใจคำพูดที่น้องสาวเคยบอกไว้แล้ว
บุคคลสำคัญในเมืองหยุนเจิ้นที่หยิ่งผยองและมีหน้ามีตา ต่างพากันก้มหัวประจบเซี่ยหลานจือทั้งนั้น
คนเหล่านั้นดูเหมือนจะนอบน้อมถ่อมตน แต่แท้จริงแล้วกลับเคารพเซี่ยหลานจืออย่างยิ่ง ทำให้ฉินไห่รุ่ยเข้าใจฐานะของตระกูลเซี่ยในกรุงปักกิ่ง
“น้องเขย!”
ฉินไห่รุ่ยตบไหล่เซี่ยหลานจืออย่างแรง
“ฉันรู้ว่าครอบครัวนายมีฐานะดี แต่ก็ห้ามรังแกน้องสาวฉัน!”
ถั่วลิสงคั่วน้ำตาลที่คีบอยู่บนตะเกียบของเซี่ยหลานจือร่วงลงบนโต๊ะเพราะแรงตบนั้น
ดวงตาลุ่มลึกสงบนิ่งของเขาเหลือบมองพี่ภรรยาที่เมามายจนตาพร่า “ผมจะรังแกอาซูได้ยังไง แค่ตามใจเธอให้มากกว่านี้ยังไม่ทันเลย”
ดวงตาหางหงส์ของฉินไห่รุ่ยซึ่งคล้ายกับของฉินซูฉายแววสงสัยอย่างชัดเจน
เขาจ้องเซี่ยหลานจือแล้วส่ายหน้า “ฉันไม่เชื่อนายหรอก”
เซี่ยหลานจือจะตอบอย่างไรดี
นิสัยของฉินซูถึงขั้นหนีออกจากบ้านได้เลย
ตอนนี้อย่าว่าแต่จะรังแกเธอ แค่พูดเสียงดังใส่สักคำเขายังไม่กล้า
ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์สุราของฉินไห่รุ่ยเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาสะอึกเรอออกมาแล้วพูดอย่างเมามายว่า
“คราวนี้อาซูกลับมากับฉัน ถึงเธอจะไม่พูด แต่จริง ๆ แล้วก็ยังรู้สึกน้อยใจอยู่”
“ตั้งแต่เล็กจนโต เธอหยิ่งในศักดิ์ศรีที่สุด ต่อให้ถูกทำให้เสียใจ เธอก็ไม่ยอมเสียเปรียบ ต้องโต้กลับไปทุกครั้ง”
