ฉินซูมองเซี่ยหลานจือด้วยแววตาตื่นตระหนก แล้วถามว่า “เสื้อตัวที่เปื้อนเลือดข้างนอก คุณเก็บกลับมาหรือยัง?”
“……” เซี่ยหลานจือเม้มริมฝีปากบางแน่น เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ
สีหน้าของเขาบอกทุกอย่างแล้ว เสื้อยังแช่อยู่ในกะละมัง!
“แย่แล้ว!” ฉินซูร้องออกมา
จังหวะนั้นเอง เสียงห้าวทรงอำนาจจากด้านนอกก็ดังเข้ามาอีกครั้ง
“หลานจือ ฉันรู้ว่านายอยู่บ้าน รีบออกมาเดี๋ยวนี้!”
คนที่ตะโกนเรียกจะเป็นใครไปได้ ถ้าไม่ใช่ผู้บังคับการกรมลวี่
เซี่ยหลานจือลุกขึ้น กำชับฉินซูว่า “กินบะหมี่เสร็จแล้ววางชามไว้ข้างหัวเตียงนะ เดี๋ยวฉันมาเก็บ”
ฉินซูพยักหน้าอย่างว่าง่าย เร่งเขาว่า “รู้แล้ว รีบออกไปดูเถอะ”
เธอหวังว่าผู้บังคับการกรมลวี่จะไม่ได้มาเอาเรื่อง
แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง
เซี่ยหลานจือเพิ่งก้าวออกจากห้อง ก็ได้ยินเสียงผู้บังคับการกรมลวี่ตวาดอย่างเดือดดาล
“เซี่ยหลานจือ! เดี๋ยวนี้นายเก่งกล้าขึ้นแล้ว ถึงกับลงมือกับชาวบ้าน!”
เซี่ยหลานจือยืนตัวตรงสง่าราวต้นหยาง ตอบแก้ตัวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “พวกนั้นลงมือก่อน ผมจะยืนเฉยให้คนฟันได้ยังไง”
ผู้บังคับการกรมลวี่ไม่คล้อยตาม พูดเสียงเย็นว่า “ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรลงมือหนักเกินไป ขาทั้งสามคนในบ้านนั้นหักหมดแล้ว”
เขาได้ยินจากทหารที่เดินทางไปหมู่บ้านลั่วซีพัวมาก่อนว่า คนทั้งสามของตระกูลปาถูกสั่งสอนจนยับเยิน
คนที่อาการหนักที่สุดคือลูกชายของตระกูลปา ถึงกับหมดสติไปแล้ว
เซี่ยหลานจือไม่แสดงความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย น้ำเสียงสงบนิ่ง “พวกเขารังแกคนอื่นเกินไปเอง แถมยังถืออาวุธเข้ามาทำร้ายผม”
ผู้บังคับการกรมลวี่เหลือบมองน้ำในกะละมังซักผ้าข้าง ๆ ซึ่งย้อมเป็นสีแดง ก่อนจะกวาดตามองเซี่ยหลานจือตั้งแต่หัวจรดเท้า “บาดเจ็บหรือเปล่า?”
เขารู้ฝีมือของเซี่ยหลานจือดีที่สุด
ทั่วทั้งค่ายหาทหารที่สู้เขาได้ไม่เจอสักคน
สีหน้าเซี่ยหลานจือเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขากุมแขนที่ไม่ได้บาดเจ็บ สีหน้าดูเจ็บปวดนิด ๆ “แขนเจ็บนิดหน่อยครับ”
ผู้บังคับการกรมลวี่โมโหจนหัวเราะออกมา “เลิกแกล้งได้แล้ว คิดว่าฉันไม่รู้จักนายหรือไง!”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาเซี่ยหลานจือ เขาพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ก็เพราะผมฝีมือดีไงครับ”
