ฉินซูหรี่ตาเรียวเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยถาม “คุณเห็นอะไรมา?”
อาเหมียวมีสีหน้าหวาดกลัวปนคับแค้นใจ ก่อนตอบว่า “ผะ...ผมเห็นตอนที่พี่เสี่ยวเหมย...ถูกไอ้บ้าตระกูลปารังแกครับ”
พอพูดจบ เขาก็ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด ไม่เอ่ยอะไรอีก
อาเหมียวหน้าช้ำตาบวม มือที่ห้อยอยู่ข้างตัวกำแน่นจนสั่นเทา
ท่าทางขี้ขลาดตาขาวนั่นทำให้เจ้าโยวเฉียงโมโหจนเตะเขาไปหนึ่งที “พูดต่อสิ!”
พูดค้างไว้ครึ่งเดียว จะให้ใครลุ้นกันอยู่ได้!
อาเหมียวบีบนิ้วตัวเองอย่างประหม่า พูดเสียงเบาว่า “ตะ...แต่ว่าพี่เสี่ยวเหมยไม่ให้ผมพูดครับ”
เจ้าโยวเฉียงเป็นคนอารมณ์ร้อน เกือบเผลอคิดว่าเขาเป็นลูกน้องในกองทัพ แล้วลงมือไปเสียแล้ว
คนที่ต้องพูดก็คือเขา แต่คนที่อ้ำอึ้งไม่ยอมพูดก็ยังเป็นเขาอีก!
ฉินซูลุกขึ้นยืนฉับพลัน เดินไปหยุดตรงหน้าอาเหมียว แล้วถามเสียงอ่อนโยนว่า “คุณมาหาผู้บังคับการกรมเซี่ย เพราะอยากทวงความเป็นธรรมให้เสี่ยวเหมย ใช่ไหม?”
อาเหมียวเงยหน้ามองฉินซู ใบหน้าสวยหวานที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นมาทันที
เขาพยักหน้าอย่างแรงแล้วพูดว่า “พี่เสี่ยวเหมยน่าสงสารมากครับ”
อาเหมียวหลบสายตา ใบหูแดงก่ำ ไม่กล้ามองฉินซูผู้เย้ายวนจนชวนให้คนลุ่มหลง
น้ำเสียงของฉินซูยิ่งอ่อนโยนลง “ถ้าอย่างนั้นก็เล่าเรื่องที่คุณรู้มา คนที่ทำร้ายเสี่ยวเหมยจะได้ถูกลงโทษ”
อาเหมียวนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าอีกครั้ง
จากคำบอกเล่าของเขา ฉินซูกับชายอีกสองคนจึงได้รู้ถึงชะตากรรมอันน่าเวทนาของเสี่ยวเหมย
เธอถูกชายฉกรรจ์หลายคนลอบทำร้าย กดลงกับพื้นในกองฟางกลางทุ่ง แล้วถูกไอ้บ้าตระกูลปาทำลายพรหมจรรย์...
วันนั้นอากาศแจ่มใส เหล่าหญิงสาวในศูนย์เยาวชนที่ถูกส่งไปชนบทพากันออกไปทำงานในไร่นา
เสี่ยวเหมยแยกตัวไปทำธุระหลังกองฟางเพียงลำพัง คนที่จับจ้องเธออยู่ก่อนแล้วก็ปิดปากปิดจมูกเธอไว้
ตอนที่เธอดิ้นรน แขนขาก็ถูกมือหยาบกร้านที่คุ้นเคยกับงานไร่นากดตรึงไว้แน่น
ในกองฟางระเกะระกะ หญิงสาวผู้น่าสงสารต้องสูญเสียพรหมจรรย์...
ต่อหน้าสายตาผู้คนมากมาย เสี่ยวเหมยแทบจะเสียสติ
