ฉินซูไม่ได้เงยหน้าขึ้น ทั้งยังไม่ตอบอะไร จึงไม่เห็นความผิดหวังที่วูบผ่านดวงตาของเซี่ยหลานจือ
เขาลูบศีรษะเธอเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ผมไปตามคนขึ้นมา”
พูดจบ เซี่ยหลานจือก็หมุนตัวเดินจากไป เงาร่างสูงโปร่งสง่างามของเขาปรากฏในสายตาฉินซูที่เงยหน้าขึ้นพอดี
จู่ ๆ เธอก็เอ่ยเรียก “เซี่ยหลานจือ—”
เซี่ยหลานจือหยุดกึกแทบจะทันทีที่ได้ยินเธอเรียกคำแรก ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าหล่อเหลาเป็นพิเศษเผยรอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่น
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย “มีอะไรเหรอ?”
ฉินซูหยิบเอกสารที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมา แล้วชูแกว่งให้ชายหนุ่มดู “คุณลืมของไว้”
รอยยิ้มบนใบหน้าเซี่ยหลานจือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเขาจะส่ายหน้าพลางหัวเราะ “ดูผมสิ เกือบลืมธุระสำคัญไปแล้ว”
เขาเดินกลับมาที่โต๊ะ ยื่นมือไปรับเอกสารจากฉินซู แต่กลับออกแรงดึงอยู่ครู่หนึ่งก็ยังดึงไม่ออก
เซี่ยหลานจือเลิกเปลือกตาขึ้น แววตาลุ่มลึกจับจ้องฉินซูที่กำลังยิ้ม ก่อนจะเอ่ยหยอกเย้า “อาซู ไม่อยากให้ผมไปหรือไง?”
ฉินซูเผยอริมฝีปากสีแดง เสียงอ่อนหวานเอ่ยถาม “คนสามคนที่ตายไปบอกหรือยังว่าใครอยู่เบื้องหลัง?”
“บอกแล้ว” เซี่ยหลานจือพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยชื่อคนคนหนึ่งออกมา
รูม่านตาของฉินซูหดวูบในชั่วพริบตา คนคนนั้นคือผู้มีอำนาจที่ท่านเจ็ดถึงกับยอมตายไปพร้อมกันเพื่อสังหาร
จู่ ๆ เธอก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดในชาติก่อนท่านเจ็ดถึงเดินไปสู่ทางตัน
ที่แท้ แม้ตระกูลเซี่ยจะล่มสลายไปนานแล้วในชาติก่อน แต่เธอก็ยังมีความเกี่ยวพันกับตระกูลเซี่ยอย่างลึกซึ้ง
ขณะที่ฉินซูขมวดคิ้ว เซี่ยหลานจือก็เอ่ยถามเสียงนุ่ม “อาซูยังมีอะไรอยากถามอีกไหม?”
ฉินซูคลายมือแล้วส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว คุณให้ภรรยาของเจ้าโยวเฉียงมาที่ห้องหนังสือเลย ฉันจะรอเธออยู่ที่นี่”
“ได้”
เซี่ยหลานจือถือเอกสารแล้วหมุนตัวจากไป แผ่นหลังของเขาดูเด็ดขาด ไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
ฉินซูมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของชายหนุ่ม พลันมองเห็นความผิดหวังและหดหู่จาง ๆ
ทว่าภายในใจเธอไม่มีทั้งความรู้สึกผิดและความสงสาร
บางเรื่องเกี่ยวพันกับความเป็นความตาย จำต้องเก็บงำไว้ในใจไปตลอดชีวิต
“ก๊อก ก๊อก—”
