ครึ่งชั่วยามให้หลัง รถม้าก็เข้าสู่เมืองฉางอาน
ภายในเมืองฉางอาน ผู้คนพลุกพล่าน รถม้าสัญจรขวักไขว่ คึกคักยิ่งนัก
หลี่หยวนลืมตาขึ้น แหวกม่านรถม้าออกมองด้านนอก แล้วก็ชะงักงันไปทันที
นี่มันเรื่องอะไรกัน? เหตุใดทุกคนจึงสวมชุดโบราณกันหมด?!
หลี่หยวนขยี้ตา ยืนยันว่าตนไม่ได้มองผิดไป ก่อนจะตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เขาหันไปมองเฉิงชูเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างร้อนใจ แล้วถามว่า “ที่นี่คือที่ใดหรือ?”
เฉิงชูเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็ชะงัก คิดในใจว่าคนผู้นี้ถึงกับไม่รู้จักเมืองฉางอานเชียวหรือ?
แต่เมื่อเห็นเสื้อผ้าขาดวิ่นแปลกตาบนตัวหลี่หยวน นางก็เข้าใจ
คนผู้นี้คงเป็นผู้ลี้ภัยจากต่างถิ่น ไม่เคยมาเมืองฉางอานมาก่อน
คิดได้เช่นนั้น เฉิงชูเสวี่ยจึงอธิบายว่า “ที่นี่คือเมืองฉางอาน เมืองหลวงแห่งต้าถัง และเป็นเมืองอันดับหนึ่งใต้หล้า!”
เมืองหลวงแห่งต้าถังหรือ? ไม่ใช่สิ ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปตั้งกี่ปีแล้ว ต้าถังมาจากที่ไหนกัน?
หลี่หยวนสับสนสงสัยยิ่งนัก ทว่าก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
ถามมากไปย่อมทำให้ผู้อื่นสงสัย กลับจะไม่เป็นผลดี!
ผ่านไปราวสองเค่อ รถม้าก็หยุดลงหน้าจวนหลูกั๋วกง
เฉิงจงกระโดดลงจากรถ เปิดประตูแล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “คุณหนู ถึงแล้วขอรับ!”
เฉิงชูเสวี่ยพยักหน้า ก่อนจะกระโดดลงจากรถม้าเป็นคนแรก
จิ่นเอ๋อร์ตามลงไปติด ๆ
หลี่หยวนเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากรถ
เมื่อเห็นจวนใหญ่โตโอ่อ่าตรงหน้า และป้ายที่แขวนอยู่กลางประตูจวนซึ่งเขียนว่า “จวนหลูกั๋วกง” รูม่านตาของหลี่หยวนก็หดวูบ
จวนหลูกั๋วกง? นี่ไม่ใช่จวนของเฉิงเหย่าจินหรอกหรือ?
หรือว่าฉันจะมาถึงราชวงศ์ถังจริง ๆ แถมยังมาถึงจวนของเฉิงเหย่าจินด้วย!
หัวใจของหลี่หยวนปั่นป่วนราวคลื่นซัดกระหน่ำ เนิ่นนานกว่าจะสงบลงได้!
เฉิงชูเสวี่ยเห็นหลี่หยวนยืนนิ่งงัน ก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานก่อนหน้า จึงรีบก้าวเข้าไปอธิบายว่า
“คุณชายหลี่ ที่นี่คือจวนหลูกั๋วกง บิดาของข้าเป็นหลูกั๋วกงในราชสำนักปัจจุบัน!”
หลี่หยวนจึงได้สติกลับมา “ที่แท้คุณหนูเป็นบุตรีของหลูกั๋วกง ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว!”
ช่วยไม่ได้ เมื่ออยู่ในถิ่นผู้อื่นก็ต้องทำตามธรรมเนียม หลี่หยวนจึงจำต้องเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำสุภาพมีหางเสียง เพื่อไม่ให้เสียมารยาท
เฉิงชูเสวี่ยยิ้มอย่างองอาจ “คุณชายหลี่เกรงใจไปแล้ว ไม่ทราบว่าหลังจากนี้คุณชายหลี่มีแผนจะทำสิ่งใดหรือ?”
หลี่หยวนส่ายหน้า “ยังคิดไม่ออกขอรับ คงต้องค่อย ๆ ดูไปก่อน”
เขาเพิ่งมาถึงต้าถัง ทุกอย่างล้วนมืดแปดด้าน แม้แต่ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี จะพูดถึงแผนการได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าเฉิงจงก็มองออกว่าหลี่หยวนตกอยู่ในสถานการณ์ไร้ที่ไป เมื่อนึกถึงวีรกรรมที่หลี่หยวนใช้หมัดเดียวสยบพยัคฆ์ ใจก็พลันขยับ จึงลองหยั่งเชิงว่า
“หากคุณชายหลี่ไม่รังเกียจ ก็พักอยู่ในจวนชั่วคราวก่อน รอคิดได้แล้วค่อยวางแผนต่อ ดีหรือไม่?”
แม้คนผู้นี้จะเป็นผู้ลี้ภัย แต่มีพละกำลังเหนือมนุษย์ หากอยู่ในสนามรบ ย่อมเป็นขุนพลกล้าหาญที่หาได้ยากยิ่ง!
จวนเฉิงเป็นตระกูลแม่ทัพ กำลังต้องการผู้มีความสามารถเช่นนี้พอดี!
หลี่หยวนตอบตกลงโดยไม่ลังเล “ดี! เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนแล้ว!”
เมื่อเห็นเขาตกลงพักอยู่ เฉิงจงก็ดีใจยิ่ง รีบสั่งบ่าวไพร่ให้จัดห้องและเตรียมอาหารให้เขา
หลี่หยวนไม่เกรงใจ อาบน้ำอย่างสบายตัวแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด
เมื่อมองผมยาวของตน เขาก็ถอนหายใจ ตอนแรกเขาคิดว่ามีอะไรผิดปกติ ผมถึงได้ยาวเร็วถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็ทะลุมิติมานี่เอง แม้แต่ผมก็ยังทำตามธรรมเนียมยุคนี้ ยาวสยายถึงเอวเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาไว้ผมสั้นมาตลอด จู่ ๆ ต้องไว้ผมยาวจึงรู้สึกไม่ชิน เขาเรียกจิ่นเอ๋อร์มาถามว่ามีกรรไกรหรือไม่
จิ่นเอ๋อร์มองเขาอย่างสงสัย “คุณชายจะเอากรรไกรไปทำสิ่งใดหรือ?”
หลี่หยวนชี้ผมตัวเอง “ผมของข้ายาวเกินไป ข้าคิดจะตัดให้สั้นลงสักหน่อย”
จิ่นเอ๋อร์ร้องขึ้นอย่างตกใจ “คุณชายทำเช่นนั้นไม่ได้เจ้าค่ะ ร่างกายและเส้นผมล้วนได้รับมาจากบิดามารดา จะตัดแต่งตามใจได้อย่างไร?”
หลี่หยวนทั้งหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ผมยาวขนาดนี้ ข้าถักไม่เป็น ทั้งยังยุ่งยากยิ่ง”
จิ่นเอ๋อร์ยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ให้จิ่นเอ๋อร์ช่วยมัดให้เถิด ข้าช่วยคุณหนูทำผมอยู่เป็นประจำ!”
หลี่หยวนจนปัญญา จึงได้แต่ยอมตาม
จิ่นเอ๋อร์มือคล่องและชำนาญ ไม่นานก็จัดแต่งผมเรียบร้อย มวยผมด้วยกวานหยก ดูสะอาดตาและคล่องแคล่ว
หลี่หยวนรับกระจกทองแดงมาส่อง “เฮ้ ไม่เลวนี่ คิ้วเข้มตาโต คิ้วดุจดาบนัยน์ตาดุจดวงดาว หล่อไม่เบาเลย!”
หลี่หยวนพยักหน้าพอใจ แล้วเอ่ยชม “จิ่นเอ๋อร์ ฝีมือไม่เลวเลยนี่!”
จิ่นเอ๋อร์ยิ้มเขินอาย “คุณชายชมเกินไปแล้ว เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่จิ่นเอ๋อร์ควรทำเจ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นก็มีเสียง “โครก” ดังขึ้น
หลี่หยวนลูบท้อง เผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนแต่ยังคงสุภาพ
จิ่นเอ๋อร์ยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ “คุณชายหิวแล้วกระมัง? จิ่นเอ๋อร์จะไปเตรียมอาหารให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
หลี่หยวนพยักหน้า “รบกวนแล้ว”
จิ่นเอ๋อร์หันหลังจากไป
หลี่หยวนนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ความคิดสับสนวุ่นวาย
คนอื่นทะลุมิติไป อย่างน้อยก็ได้เป็นอ๋อง ขุนนางใหญ่ หรือคุณชายตระกูลมั่งคั่ง แต่ฉันกลับทะลุมิติมาเป็นผู้ลี้ภัยขอทาน เปิดฉากได้แย่ชะมัด!
ช่างเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็อยู่ให้เป็น!
ไม่นานนัก จิ่นเอ๋อร์ก็ยกอาหารมาวางบนโต๊ะ “คุณชาย เชิญรับประทานเจ้าค่ะ!”
หลี่หยวนไม่เกรงใจ หยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
แต่กินข้าวไปสองชามแล้ว หลี่หยวนก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี
พละกำลังมาก ปริมาณอาหารที่กินก็มากตาม นี่ก็ช่วยไม่ได้!
เมื่อเห็นเช่นนั้น จิ่นเอ๋อร์ก็รีบไปที่ครัวหลังเรือน ตักข้าวมาให้เขาอีกสามชาม
เมื่อกินข้าวไปห้าชาม แม้หลี่หยวนจะรู้สึกว่ายังอิ่มเพียงหกส่วน แต่ก็เกือบพอแล้ว
จิ่นเอ๋อร์กำชับให้เขาพักผ่อนให้ดี จากนั้นก็เก็บชามตะเกียบแล้วออกจากห้องไป
ลานหลังเรือน เฉิงชูเสวี่ยกำลังฝึกกระบี่ เสียงกระบี่แหวกอากาศดังฟู่ ๆ กระบวนท่าดุดันทรงพลัง แฝงด้วยกลิ่นอายองอาจ
จิ่นเอ๋อร์เดินเข้ามา
เฉิงชูเสวี่ยเก็บกระบี่แล้วหันไปถามนาง “จิ่นเอ๋อร์ จัดที่พักให้หลี่หยวนเรียบร้อยแล้วหรือ?”
จิ่นเอ๋อร์พยักหน้า “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เพิ่งอาบน้ำและรับประทานอาหารเสร็จ ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่”
เฉิงชูเสวี่ยพยักหน้า กำชับว่า “เช่นนั้นก็ดี เขาเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเรา เจ้าต้องต้อนรับเขาให้ดี อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด!”
จิ่นเอ๋อร์พยักหน้า จากนั้นใบหน้าเล็กก็แดงระเรื่อ “คุณหนู ก่อนหน้านี้คุณชายหลี่มอมแมมไปหน่อยจึงมองไม่ออก พอชำระล้างจนสะอาดแล้ว ดูหล่อเหลาไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ!”
เฉิงชูเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็เอ่ยหยอกเย้า “จิ่นเอ๋อร์ หรือว่าใจเจ้าหวั่นไหว ตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว?”
ใบหน้าของจิ่นเอ๋อร์ยิ่งแดงกว่าเดิม รีบปฏิเสธว่า “คุณหนู อย่าพูดเหลวไหล จิ่นเอ๋อร์ไม่ได้...”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะห้าวหาญก็ดังมาจากนอกประตู
“ท่านพ่อ~”
เมื่อเฉิงชูเสวี่ยได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นเคย ดวงตางามก็เป็นประกาย นางวิ่งตรงไปยังประตู ก่อนจะโผเข้าไปในอ้อมอกของชายร่างใหญ่
ชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ไหล่กว้างเอวหนา มีเครารุงรังเต็มใบหน้า ดูดุดันยิ่งนัก
เขาคือเฉิงเหย่าจิน บิดาแท้ ๆ ของเฉิงชูเสวี่ย และเป็นหลูกั๋วกงในราชสำนักปัจจุบัน!
เฉิงเหย่าจินกวาดตามองบุตรีตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ไม่เลว สมกับเป็นลูกสาวของข้าเฉิงจริง ๆ งดงามยิ่งนัก!”
เวลานั้นเอง สตรีงามวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ท่านน่ะหรือ? หน้าตาดำราวถ่าน ยังกล้าพูดเช่นนี้อีกหรือ?”
สตรีงามมีรูปร่างอวบอิ่ม ใบหน้าพริ้มเพรา ระหว่างคิ้วแฝงสง่าราศี นางคือฮูหยินคนปัจจุบันของเฉิงเหย่าจิน นามสกุลชุย
ชุยซื่อเป็นบุตรีสายตรงแห่งตระกูลชุยแห่งชิงเหอ เกิดในตระกูลใหญ่หนึ่งในห้าสกุลเจ็ดตระกูลผู้ทรงอิทธิพล!
เฉิงเหย่าจินไม่ยอมแพ้ โต้กลับว่า “เจ้ารู้อะไร? นี่เรียกว่าผิวพรรณสุขภาพดีต่างหาก!”
สตรีงามกลอกตา ไม่คิดจะใส่ใจเขา แล้วหันไปมองเฉิงชูเสวี่ย เอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “ชูเสวี่ย ได้ยินเฉิงจงบอกว่าระหว่างทางกลับ พวกเจ้าพบพยัคฆ์ร้ายหรือ?”
