“ข้าไม่จำเป็นต้องฆ่าเจ้าก็ได้ ฟางซิว ไทเฮาทรงโปรดปรานเจ้ายิ่งนัก หากยอมสวามิภักดิ์เสียแต่ตอนนี้ ทั้งเกียรติยศความมั่งคั่งและยอดเขาแห่งวิถียุทธ์ ล้วนอยู่ใกล้แค่เอื้อม”
มุมปากของฟางซิวยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันขาววาววับ
“ฮะ ๆ ข้าสังหารคนของราชสำนักไปตั้งมากมาย พวกเจ้ายังไม่คิดจะฆ่าข้าอีกหรือ?”
สีหน้าของหานเซียวไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะถามเช่นนี้
“เจิ้นฝู่สื่อแห่งกรมปราบปรามฝ่ายเหนือทำตัวหน้าซื่อใจคดมาหลายปี ทั้งยังคลุมเครือกับคนบางกลุ่ม
ไทเฮาทรงมองพวกมันเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงพระเนตรและตำพระทัยมานานแล้ว สุนัขไม่เชื่อฟังไม่กี่ตัว ตายไปก็ช่างปะไร”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงการเหยียบมดตายไม่กี่ตัว
“ส่วนพวกขุนนางก็เหมือนต้นข้าวนั่นแหละ ตัดไปแล้วก็ยังงอกใหม่ได้มิใช่หรือ?”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ แววชื่นชมพลันวาบผ่านดวงตาของหานเซียว
“แต่เจ้ากลับทะลวงถึงขั้นแก่นทองยุทธ์ได้ นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง”
ฟางซิวหัวเราะเบา ๆ
“ฮะ ๆ ข้าฟางยอมรับว่าตนเองนอกจากฆ่าคนแล้วก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น หรือไทเฮาจะทรงคิดจะเรียกข้าไปเป็นชายบำเรอกัน?”
สิ้นเสียง อุณหภูมิในรัศมีหลายลี้พลันลดฮวบลง
สีหน้าของหานเซียวเย็นชาลงทันที แสงเย็นยะเยือกสองสายระเบิดวาบในดวงตาที่สว่างจ้าจนน่าตะลึง
กลิ่นอายหนักแน่นดุจขุนเขารอบกายพลันพุ่งทะยาน แผ่นหินเขียวใต้เท้าสั่นสะเทือนจนแตกร้าวเป็นริ้ว ๆ
“ฟางซิว! เจ้าช่างโอหังนัก! ไอ้เดรัจฉานอย่างเจ้า กล้าคิดหมายปองไทเฮาหรือ!”
“ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ชินกับการเป็นสุนัขเสียแล้ว! ข้าฟางไม่เคยมีนิสัยรับใช้ใครเยี่ยงสุนัข!”
