ตู้หงเองก็เพิ่งรู้ตัวทีหลังว่าก่อนหน้านี้ใต้เท้าซูเคยกล่าวถึงผู้ที่แย่งชิงโชคของซูหานไปคือจวนอ๋องผิง เขาตกใจจนอ้าปากค้างอย่างเสียกิริยา
“คนของจวนอ๋องผิงเหตุใดจึงทำร้ายครอบครัวข้า! ตอนนั้นข้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวง รับราชการตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างสงบเสงี่ยมแท้ ๆ!”
หากสืบสาวถึงต้นตอ ยันต์นั้นคือสิ่งที่คนของจวนอ๋องผิงให้ปรมาจารย์อู๋จี๋ส่งมอบแก่ภรรยาของเขา ดังนั้นตู้หงจึงคิดว่าคนของจวนอ๋องผิงจงใจทำร้ายตระกูลตู้
“อ่า มิถูกนะ หากคนของจวนอ๋องผิงสามารถสั่งการปรมาจารย์อู๋จี๋ได้ นั่นย่อมหมายความว่าปรมาจารย์อู๋จี๋เป็นคนของจวนอ๋องผิง ปรมาจารย์อู๋จี๋มีชื่อเสียงมานาน มีศิษยานุศิษย์มากมาย นี่… นี่จวนอ๋องผิงคิดจะทำสิ่งใดกัน?” ตู้หงพูดด้วยความตื่นตระหนก
ฮ่องเต้ทรงเห็นว่าขุนนางทั้งสองในที่สุดก็วกเข้าประเด็นสำคัญได้ จึงตรัสอย่างสงบว่า “ก่อนหน้านี้ เราเคยเชิญปรมาจารย์อู๋จี๋เข้าวังมาแล้ว ปรมาจารย์อู๋จี๋แนะนำให้เราตั้งฉากหินกั้นในห้อง หลังจากนั้นเราก็เริ่มนอนไม่หลับ ฝันมาก รู้สึกร่างกายหนักอึ้งอ่อนล้า กระทั่งฝูเอ๋อร์เป็นผู้ค้นพบว่าฉากหินนั้นมีปัญหา เราส่งคนไปตามหาปรมาจารย์อู๋จี๋ตั้งแต่แรก แต่เขากลับไม่อยู่ที่วัดต้าเหยี่ยน บอกว่าออกไปจาริกท่องเที่ยวแล้ว”
ใต้เท้าซูกล่าวว่า “มีทางใดหรือไม่ที่ปรมาจารย์อู๋จี๋จะอยู่ในจวนอ๋องผิง?”
ทุกคนหันไปมองเว่ยฝูพร้อมกัน เพราะก่อนหน้านี้เว่ยฝูสามารถบอกได้ว่าภรรยาน้อยของสกุลซูอยู่ที่ใด
เว่ยฝูอยู่ใต้สายตาจับจ้องมากมาย ไม่เข้าใจว่าพวกเขามองนางทำไม เกาแก้มอย่างงง ๆ “มีอะไรหรือ? บนหน้าเด็กน้อยมีเศษขนมติดหรือ?”
