เว่ยฝูไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องของตระกูลซูกับเรื่องของฮ่องเต้เข้าด้วยกัน แต่เถาจือในฐานะผู้ใหญ่ที่ผ่านโลก และเป็นขุนนางแห่งศาลต้าหลี่ ย่อมไม่มองข้ามเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว
ปรมาจารย์อู๋จี๋แห่งวัดต้าเหยี่ยนว่าไปจาริกแสวงธรรม จะไม่ไปก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ กลับมาจาริกเอาตอนนี้พอดี ชัดเจนว่ามีลับลมคมนัย
เว่ยฝูกลับถึงวัง ยังไม่ทันได้ถวายความเคารพฮ่องเต้ ก็ถูกฮ่องเต้อุ้มขึ้นมาแล้ว ตรัสถามด้วยรอยยิ้มว่า “จวนใต้เท้าซูมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
เว่ยฝูจึงรีบเล่าเรื่องของตระกูลซูให้ฮ่องเต้ฟังทันที เล่าจบแล้วดวงตากลมโตก็เปล่งประกายจ้องมองฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทรงเข้าพระทัยดี รับสั่งว่า “ฝูเอ๋อร์ของเราเก่งกาจนัก ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ใต้เท้าซูตามหาพระและนักพรตมามากมาย ก็ยังมิอาจถอนเคราะห์ร้ายของบุตรชายได้ ทว่าเจ้าเพียงไปคราเดียว ก็สะสางเรื่องนี้สิ้น”
เว่ยฝูเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ ราวกับนกยูงน้อยโอ้อวด “เจ้าค่ะ ฝูเอ๋อร์เก่งนัก เพราะฉะนั้นคราวหน้าถ้ามีเรื่องเช่นนี้อีก ท่านลุงยังคงให้ฝูเอ๋อร์ไปได้นะเจ้าคะ”
“หากผู้ใหญ่ท่านใดต้องการซื้อยันต์ ฝูเอ๋อร์ก็ขายให้พวกเขาได้เช่นกันนะเจ้าคะ”
บัดนี้เว่ยฝูค้นพบแล้วว่า เครือญาติที่บ้านล้วนร่ำรวย เหล่าขุนนางของท่านลุงก็ร่ำรวยเช่นกัน
นางไม่เพียงหาเงินเก็บไว้เป็นค่าทำศพให้อาจารย์ได้เท่านั้น ยังเก็บค่าทำศพให้เหล่าศิษย์พี่ได้ด้วย หรืออาจเลยเถิดไปถึงขั้นเก็บค่าทำศพให้เหล่าศิษย์น้องได้อีกด้วย
จนใจ เพราะนางอายุน้อยที่สุด เมื่อถึงคราวนั้น เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งพานางเลี้ยงยามแก่เฒ่า
