หลินเฟิงสบถในใจเสียงหนึ่งว่า “เชี่ย”
เสิ่นซิวเฉินมองหลินเฟิงอย่างมีนัย ก่อนจะตบไหล่เขาเบา ๆ
ในฐานะรูมเมต เขาย่อมไม่ใส่ร้ายอีกฝ่ายเหมือนคนพวกนั้น แต่ตอนที่ได้ฟังเสียงบันทึกในมือซูฉิง สีหน้าของเขาก็ชวนให้พูดไม่ออกเหมือนกัน
พูดจาทำร้ายจิตใจแบบนั้น แถมยังโดนแฟนสาวอัดเสียงเอาไว้ ไม่โดนเธอตบสักทีก็นับว่าบุญแล้ว
แต่ซูฉิงคนนี้ก็ใจเด็ดใช้ได้ พูดเลิกก็เลิก ไม่ใช่พวกหลงรักจนหัวปักหัวปำ
“ไปกันเถอะ!” หลินเฟิงทนสายตาคนพวกนั้นที่ชี้นิ้วนินทาไม่ไหวแล้ว จึงตบเสิ่นซิวเฉินเป็นสัญญาณให้เดินไปด้วยกัน
เขาไม่เคยขายหน้าขนาดนี้มาก่อน ตอนนี้แฟนก็ไม่มีแล้ว ส่วนแฟนเก่าคนใหม่ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่แน่ว่าพอได้ยินเรื่องนี้อีกฝ่ายอาจหัวเราะเยาะเขาก็ได้
ชั่วขณะนั้น สิ่งที่เขารู้สึกไม่ใช่ความละอายใจ แต่เป็นความโมโหที่ความลับถูกเปิดโปง
ถ้าซูฉิงไม่ได้แอบได้ยิน ไม่ได้อัดเสียงไว้ เขาก็คงไม่ต้องอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแบบนี้
“มองอะไรกัน?” หลินเฟิงถลึงตามองนักศึกษาหญิงสองสามคนที่กำลังซุบซิบนินทาอย่างไม่เป็นมิตร จนพวกเธอสะดุ้งถอยหนี
พวกเธอรีบหลบไปให้พ้นทาง แต่พอเขาเดินออกไปแล้ว ก็ยังนินทาลับหลังกันอย่างเมามัน
หลินเฟิงสูดหายใจลึก กำหมัดแน่นแล้วเร่งฝีเท้า เขาเตะก้อนหินข้างทางอย่างแรง แต่หินแข็งเกินไปจนเจ็บหน้าเบี้ยว ต้องฝืนทำเป็นนิ่งจนกลับขึ้นรถได้ ถึงค่อยร้องโอดโอยออกมา
ส่วนเสิ่นซิวเฉินก็แยกไปอธิบายสถานการณ์ให้ผู้จัดการหลี่ฟัง บอกว่าตัวเองกับซูฉิงขอจบการถ่ายงานก่อนกำหนด
