วันนี้ ในที่สุดฝนกระหน่ำก็หยุดลง เสียงเอะอะดังมาจากนอกประตู เฝิงเป้ยตื่นขึ้นมา รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย
ข้างนอกโวยวายอะไรกันนะ...
มีเสียงคน! ฝนหยุดแล้ว! เฝิงเป้ยสะบัดผ้าห่มออกทันที กระโดดลงจากเตียงแล้วพุ่งออกไปนอกห้อง
ฝนหยุดแล้วจริง ๆ!
เฝิงเป้ยตื่นเต้นจนดวงตาเอ่อคลอ เธอรู้สึกว่าฝนกระหน่ำครั้งนี้เหมือนตกมานานหลายร้อยปี
“ทำไมลูกสาวคุณถึงไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง! ดูหน้าของเธอสิ มีแต่เนื้อเต็มไปหมด! แล้วดูลูกชายฉันบ้าง ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก! คุณนับเป็นหัวหน้าแบบไหนกัน! พวกคุณไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้กินอิ่มหนำสำราญ! ส่วนพวกเราทำงานแทบตาย ยังได้แค่โจ๊กใสชามเดียว! ไม่ยุติธรรมเลย!”
เฝิงเป้ยหันไปตามเสียง เห็นหญิงชราสภาพมอมแมมคนหนึ่งยืนหลังค่อม ชี้หน้าพ่อของเธอพลางด่าทออยู่ข้าง ๆ ยังมีเด็กชายตัวเตี้ยผอมแห้งอีกคนที่ยืนหลังงอไม่ต่างกัน
ด้านหลังพวกเธอมีกลุ่มผู้รอดชีวิตที่หน้าซีดเหลืองและผอมโซเช่นเดียวกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
หึ พวกก่อจลาจลทั้งนั้น
เฝิงเป้ยไม่คิดจะเข้าไป เธอรู้ว่าพ่อไม่มีทางยอมให้คนพวกนี้ชี้หน้าด่าได้ เขาทนต่อคำดูหมิ่นแบบนี้ไม่ไหวหรอก
เฝิงเทียนสี่ยังคงยิ้มละไม ปล่อยให้หญิงชราชี้หน้าด่า ราวกับสวมหน้ากากเอาไว้ ทว่าในแววตากลับฉายความรำคาญและเกลียดชังอย่างลึกล้ำ
“พี่สาว ใจเย็นก่อน ฟังผมพูดสักสองสามคำ ค่อก ๆ” เฝิงเทียนสี่กวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้า แล้วกล่าวเสียงดังขึ้น “ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนใจ การดูแลรักษาฐานที่มั่นขั้นพื้นฐานขาดพวกคุณไปไม่ได้! องค์กรจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทุกคนทุ่มเทให้แน่นอน!”