ฉีอี้เหวินปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย
นี่เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจอันใดหรือ?
ยายหนูตัวดีนี่สารภาพเองได้อย่างไร?
“ฝ่าบาท ทรงโปรดประหารนางเด็กชั่วผู้นี้เพคะ! นางลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์ โทษถึงตาย!” แววตาของเซียวซูเฟยเต็มไปด้วยความมั่นใจราวกับกำชัยชนะอยู่ในมือ
ฝ่าบาททรงหวาดระแวงตระกูลมู่มานาน ครานี้มีโอกาสลงมือกับคนตระกูลมู่ ฝ่าบาทย่อมไม่มีวันปล่อยผ่าน
ฉีอี้เหวินปักใจเชื่อแล้วว่าจือจือคือเทพธิดาน้อยผู้ปกปักรักษาราชวงศ์ฮวง โดยธรรมชาติแล้วย่อมโน้มเอียงเข้าข้างจือจือ
เขาจึงเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “จือจือ เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวหรือไม่?”
“พวกเขาเป็นคนรังแกก่อนนะเจ้าคะ! พวกนั้นจะโยนจือจือกับเสี่ยวเหยี่ยนเหยี่ยนลงไปในน้ำ” จือจือจิ้มนิ้วชี้เข้าหากัน สีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์
“เป็นไปไม่ได้! ลูกข้ามีจิตใจดีงามเปี่ยมเมตตาที่สุด เขาเพียงแต่คิดจะหยอกล้อเล่นกับพวกเจ้าเฉย ๆ!”
แววตาของเซียวซูเฟยดุดัน จ้องเขม็งไปที่จือจือ
“ทว่าเจ้ากลับใจอำมหิตผลักเขาตกลงไปในทะเลสาบ หมายจะให้เขาจมน้ำตาย! หากลูกข้าเป็นอะไรไป ชีวิตสิบชีวิตของเจ้าก็ไม่พอชดใช้!”
โทสะของมู่หนานเซิงปะทุพลุ่งขึ้นมาทันที
เด็กคนไหนมิใช่ดวงใจจอมารดา?
เซียวซูเฟยเกินไปแล้ว
“องค์ชายรองรังแกจือจือคือหยอกล้อเล่น? จือจือหยอกล้อเล่นกับองค์ชายรองกลับกลายเป็นรังแกคนอื่น?” มู่หนานเซิงย้อนถามอย่างแข็งกร้าว
“ใช่แล้ว!” จือจือกระหายน้ำ จึงหยิบกระติกนมจากกระเป๋ารูปกระต่ายออกมา แล้วดื่มตุ่ย ๆ “จือจือเด็กสี่ขวบจะไปรู้อันใด? พวกเขาอายุหกขวบกันหมดแล้ว ยังมาฟ้องอีก น่าอายที่สุดเลย!”
“เซียวซูเฟย องค์ชายทั้งสามมิได้คิดจะลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทหรอกหรือ? หากมิใช่จือจือคุ้มกัน องค์รัชทายาทก็คง……” คำพูดของมู่หนานถิงหยุดชะงักลงกะทันหัน
