เฉินหยวนบังคับรถเข้าจอดในช่องอย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ
ต่อให้รถคันนี้ตัวใหญ่โตมโหฬาร จอดยาก แถมไม่มีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ แต่เฉินหยวนมีความชำนาญการขับขี่ที่ได้จากรางวัลของระบบ การขับบราบัสถอยเข้าช่องจึงไม่ได้ยากกว่าขับรถคันเล็ก ๆ อย่างสมาร์ทสักเท่าไร
จอดรถเสร็จ เฉินหยวนหยิบบุหรี่มาหนึ่งซองยัดใส่กระเป๋าตามความเคยชิน จากนั้นก็เปิดประตูรถ ก้าวลงมายืนบนบันไดข้างรถ แล้วมองลงมาที่หลี่เสียง
“พี่หยวน?”
“อือ ว่าไง” เฉินหยวนก้าวลงจากบันได ปิดประตูรถ เสียงปิดประตูดังเหมือนเสียงปืน
“รถคันนี้ของพี่เหรอครับ” หลี่เสียงพบว่าตัวเองยิ่งมองเฉินหยวนไม่ออกขึ้นทุกที เรื่องนี้จะใช้แค่คำว่าลูกเศรษฐีมาอธิบายก็คงไม่พอ
เฉินหยวนยิ้มบาง ๆ “ใช่ เพิ่งรับรถมา ดูสิ ยังเป็นป้ายแดงชั่วคราวอยู่เลย”
“เท่ไปเลยพี่!” หลี่เสียงอดพูดไม่ได้ เขาเหลือบมองบีเอ็มดับเบิลยู M5 ของตัวเอง พบว่าเรื่องออร่าแล้ว สู้บราบัสของอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักนิด
ถ้าบีเอ็มดับเบิลยู M5 เป็นตัวแทนของนักเลงในสูท บราบัสคันนี้ก็คือนักเลงตัวจริง นักเลงที่ติดอาวุธจนถึงฟัน
หลี่เสียงมีใจกว้างมาก ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ไม่ต้องสู้ เขาไม่มีความริษยาเลย ตั้งแต่ข้างในจนถึงข้างนอก เจอเรื่องกลุ้มใจอะไรก็ตาม วินาทีถัดมาเขาก็ยิ้มร่าเผชิญหน้าได้เสมอ
เฉินหยวนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามว่า “หลี่เสียง นายไม่ใช่แร็ปเปอร์เหรอ ทำไมแค่แนะนำตัวยัง...ติดอ่างนิด ๆ ล่ะ”
หลังจากผ่านการแบกปืนแล้วโดนลดแต้มด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ใกล้ชิดขึ้นเยอะ คำถามแบบนี้จึงถามออกมาได้โดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน
หลี่เสียงหน้าแดง “ผมเคยอัดเพลงนะ แต่ไม่เคยขึ้นเวทีแสดง พอเห็นว่าข้างล่างมีคนก็จะประหม่ามากเป็นพิเศษ”
