เที่ยงคืนแล้ว บนถนนมีรถไม่มาก ฝีมือขับรถของติงเจิ้นก็ดีมาก ขับได้นิ่งสุด ๆ ไม่ได้เหยียบคันเร่งแรงเลย
ติงเจิ้นขับรถเก่ง ระหว่างขับก็ยังแบ่งสมาธิมาคุยกับเฉินหยวนได้
แม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่เฉินหยวนกลับชอบคุยกับติงเจิ้นไม่น้อย
เวลาคุยกับเขาให้ความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เฉินหยวนเคยได้ยินแม่พูดว่า ถ้าเจอใครเป็นครั้งแรกแล้วรู้สึกเหมือนพบกันช้าไป รู้สึกถูกคอกันมากจนอยากเปิดอกคุยกันทุกเรื่อง ก็ต้องระวังตัวให้มาก
สถานการณ์แบบนี้มีความเป็นไปได้อยู่แค่สองอย่าง
อย่างแรกคือ อีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดี รู้จักตัวเราดีมาก และจงใจเข้าหาเรา
ส่วนอย่างที่สองคือ อีกฝ่ายมีความฉลาดทางอารมณ์สูงมาก อยู่คนละระดับกับเราอย่างสิ้นเชิง และยอมรับเราในฐานะที่อยู่เหนือกว่า
เฉินหยวนคิดว่าเขากับติงเจิ้นคงเป็นแบบที่สอง
เฉินหยวนยอมรับเหมือนกันว่า ถึงตัวเองจะมีเงินมหาศาลถึงหมื่นล้าน แต่ระดับชั้นเชิงยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับพวกคนเก๋าที่ฝ่าฟันจากระดับล่างขึ้นมาแล้ว อย่างมากตัวเองก็เป็นได้แค่เด็กน้อย
แต่เขาไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ก็เหมือนการชิมไวน์ เรื่องพวกนี้ค่อย ๆ เรียนรู้กันได้ เขามีระบบอยู่กับตัว มีทุนมากพอที่จะเรียนรู้
ไม่นาน รถก็ขับมาถึงเชินเจิ้นเบย์นัมเบอร์วัน แล้วเข้าไปในลานจอดรถใต้ดินของตึกที7
“ลุงติง ไม่ต้องกลับแล้วมั้ง มานอนบ้านฉันเลยไหม” เฉินหยวนเอ่ย “อ้อ พอดีจะได้ชดใช้เหล้าที่ติดค้างไว้เมื่อกี้ด้วย”
“นี่... ได้เหรอ?” ติงเจิ้นดูท่าทางหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย เขาชอบผูกมิตรกับคนอื่น และก็มองออกว่าเฉินหยวนเป็นคนจริงใจมาก
“ฉันยังมีรถอีกหลายคัน พรุ่งนี้ยืมไปขับได้” เฉินหยวนบอก
ติงเจิ้นไม่ลังเลอีกต่อไป “ไป!”
แม้โรงแรมราฟเฟิลส์กับอพาร์ตเมนต์ราฟเฟิลส์จะอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่โถงลิฟต์ชั้นใต้ดินกลับแยกกัน
