“พอเถอะ พอเถอะ! พวกเจ้าคาดเดากันส่งเดชเช่นนี้ ก็เปล่าประโยชน์”
“ต่อให้เจียงเยว่หลีมีพรสวรรค์พิเศษจริง ก็ยังต้องใช้สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินนับไม่ถ้วนมาชดเชยข้อบกพร่องแต่กำเนิด พวกเจ้าที่เห็นทรัพย์สินสำคัญยิ่งกว่าชีวิต ต่อให้มีสมบัติเช่นนั้นอยู่ในมือ ก็คงไม่ยอมเอาออกมาให้ใครง่าย ๆ หรอกกระมัง?”
ตู้เอ๋อเจินเหรินยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนกล่าวต่อว่า “อีกอย่าง ก่อนหน้านี้พวกเจ้ามีโอกาสรับเด็กคนนั้นเข้าสำนัก แต่กลับรังเกียจเพราะร่างกายพิการเกือบสิ้น”
“บัดนี้นางกราบเข้าสำนักยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นแล้ว พวกเจ้ากลับมานึกเสียดายเอาตอนนี้ ช่างหน้าด้านเสียจริง!”
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของทุกคนก็ขึ้นสีแดงก่ำด้วยความกระอักกระอ่วน ราวกับตู้เอ๋อเจินเหรินพูดแทงใจดำ เปิดโปงความคิดลับ ๆ ในใจจนหมดสิ้น
“ช่างเถิด ไม่ต้องคิดแล้ว บางทีหลี่เทียนหยวนอาจเพียงพบคนที่พิการเกือบสิ้นเหมือนตน จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันก็เท่านั้น”
ประมุขยอดเขาคนหนึ่งโบกมืออย่างปากแข็ง
เขารู้เรื่องราวของหลี่เทียนหยวนเป็นอย่างดี อีกฝ่ายเคยเป็นยอดฝีมือโดดเด่น แต่เพราะอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง รากฐานจึงเสียหาย พลังบำเพ็ญหยุดชะงัก ไม่อาจก้าวหน้า จากนั้นก็ห่างไกลจากความรุ่งโรจน์ในวันวานไปทุกที
ยามนี้เมื่อได้พบคนที่เคราะห์ร้ายเช่นเดียวกับตน ย่อมอดเกิดใจเมตตาขึ้นมาไม่ได้
ประมุขยอดเขาคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย คิดว่าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตนมองคนผิด
