“เจ้าสำนักโปรดวางใจ ข้าจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อพิทักษ์ยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋น”
หลี่เทียนหยวนพยักหน้า ประสานมือกล่าว
“อืม”
ไท่เสวียนเจินเหรินรับคำ ก่อนจะกำชับอีกสองสามประโยคแล้วจากไป
หลังจากเขาจากไป หลี่เทียนหยวนจึงหันไปมองเจียงเยว่หลี มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“เอาละสาวน้อย นับจากนี้ไป เจ้าคือศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นของข้า!”
“เจ้าค่ะ! ศิษย์เจียงเยว่หลีคารวะอาจารย์ ขอยืนหยัดปกป้องยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นร่วมกับอาจารย์!”
เจียงเยว่หลีคุกเข่าลงกับพื้น แววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
“ดี รีบลุกขึ้นเถิด!”
หลี่เทียนหยวนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ พลางยกมือให้เจียงเยว่หลีลุกขึ้น ก่อนเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ต่อไปนี้มีอาจารย์อยู่ ไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก!”
“ขอบคุณอาจารย์!”
เจียงเยว่หลียืนขึ้นแล้วมองหลี่เทียนหยวน ดวงตาของอีกฝ่ายอ่อนโยน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
นับแต่เกิดมา นางไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน
ยามอยู่ตระกูลเจียง ไม่รู้ว่ามีดวงตากี่คู่จับจ้องนางจากเงามืดราวกับหมาป่าหิวโหย ทุกคนล้วนหมายหัวนาง ราวกับอยากกลืนกินนางทั้งเป็น
แต่ตอนนี้ เมื่อมีอาจารย์อยู่ข้างกาย นางกลับรู้สึกราวกับได้พบบ้าน หัวใจทั้งดวงสงบลงในที่สุด
หลี่เทียนหยวนมองเด็กสาวผู้เข้มแข็งตรงหน้า เขาสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่าความเข้มแข็งของนางเป็นเพียงเปลือกนอก ภายในยังคงเปราะบาง
การเกิดในสกุลใหญ่ยุคบรรพกาลอย่างตระกูลเจียง ทำให้นางถูกช่วงชิงกายาพิเศษและโชคชะตาไปตั้งแต่เกิด ทั้งยังถูกยอดฝีมือขั้นเทียนเหรินเฝ้าจับตาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้นางเติบโตขึ้นมา
