หานเฟิงเฉินจากไปแล้ว แต่เจียงเยว่หลียังคงขุ่นเคือง นางจ้องแผ่นหลังของอีกฝ่ายพลางก่นด่าอยู่สองสามคำ ก่อนจะหันกลับมาคำนับหลี่เทียนหยวน
“อาจารย์ เมื่อครู่ศิษย์วู่วามไป ขออาจารย์ลงโทษด้วยเจ้าค่ะ”
“ฮ่า ๆ ไม่เป็นไร!”
หลี่เทียนหยวนหัวเราะพลางโบกมือ ก่อนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็แค่ตัวตลกกระโดดโลดเต้นคนหนึ่ง คนเช่นนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ”
“ปล่อยให้พวกมันกระโดดโลดเต้นไปก่อน ถึงเวลาที่พวกเราจะเหยียบพวกมันไว้ใต้ฝ่าเท้า จะได้สะใจยิ่งกว่าเดิม!”
หลี่เทียนหยวนไม่ได้กังวลกับการเดิมพันระหว่างตนกับหานเฟิงเฉินแม้แต่น้อย หากแม้แต่ยอดเขาซั่งชิงเล็ก ๆ ยังจัดการไม่ได้ ระบบที่มีอยู่ก็คงเสียเปล่าแล้ว
“เจ้าค่ะ อาจารย์!”
เจียงเยว่หลีพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
แต่ก่อน หากต้องเผชิญกับคำพูดเย็นชาเช่นนี้ นางมักจะอดทนเงียบ ๆ เพราะเคยชินกับคำเหน็บแนมถากถางจากคนในตระกูลเจียงมานักต่อนัก
ทว่าใบหน้าอวดดีของอีกฝ่ายเมื่อครู่ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าลบหลู่อาจารย์ นางจึงอดกลั้นไม่ไหวจนระเบิดโทสะออกมา
หลี่เทียนหยวนยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงพาเจียงเยว่หลีไปยังสถานที่ลงทะเบียนเพื่อจัดการเรื่องเข้าสำนัก
หลังรับป้ายประจำตัวแล้ว ทั้งสองก็กลับไปทันที
“อาจารย์ ที่นี่คือยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นของพวกเราหรือเจ้าคะ?”
เจียงเยว่หลีมองยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นที่แม้จะเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ แต่กลับดูเงียบเหงาและรกร้าง แล้วเอ่ยถาม
