เสี่ยวจินจ้องโลหิตเทพสุริยันบนแท่นบูชาเขม็ง แววตาเปล่งประกายตื่นเต้น
เขาสัมผัสได้ว่าโลหิตเทพเหล่านี้บรรจุพลังของบรรพชนเอาไว้ ขอเพียงดูดซับมัน พลังของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
“นายท่าน โลหิตเทพเหล่านี้...” เสี่ยวจินหันไปมองหลี่เทียนหยวน แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลี่เทียนหยวนพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน รอหาโอกาสค่อยดูดซับมัน”
เขาจำได้ว่าเสี่ยวจินเคยบอกว่าต้องใช้โลหิตเทพสุริยันเพื่อแปลงร่าง
ในเวลานั้นเอง เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งพลันดังมาจากส่วนลึกของตำหนัก “ในที่สุดพวกเจ้าก็มาถึง ข้ารอพวกเจ้ามานานแล้ว”
สิ้นเสียง เงาร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืด
ผู้ที่มาคือจินอู๋จิ้ว ผู้อาวุโสใหญ่แห่งภูเขาเทพสุริยัน
เขาสวมอาภรณ์สีดำ ใบหน้าเย็นชา แววตาเผยความน่าเกรงขามและอำนาจบาตรใหญ่
รอบกายยังแผ่กลิ่นอายแข็งแกร่ง ราวกับขุนเขาสูงตระหง่านชวนให้ผู้คนครั่นคร้าม
สมกับเป็นผู้อาวุโสใหญ่แห่งภูเขาเทพสุริยัน เพียงกลิ่นอายเช่นนี้ คนทั่วไปก็ไม่กล้าสบตาแล้ว
“จินอู๋จิ้ว!”
เมื่อเสี่ยวจินเห็นจินอู๋จิ้ว เปลวเพลิงแห่งความแค้นก็ลุกโชนขึ้นในดวงตาทันที
เขานึกถึงการสิ้นพระชนม์อย่างอนาถของเสด็จพ่อ นึกถึงความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญมาตลอดหลายปี ความโกรธแค้นในใจก็ปะทุขึ้นดุจภูเขาไฟ
เขาแทบอดใจไม่ไหว อยากพุ่งเข้าไปฉีกร่างจินอู๋จิ้วเป็นหมื่นชิ้นเดี๋ยวนี้
“จินหยาง เจ้าลูกหมาน้อย ยังกล้ากลับมาอีกหรือ!”
จินอู๋จิ้วกล่าวเสียงเย็น เสียงของเขาดังกังวานดุจระฆังใหญ่ สะท้อนไปทั่วลานกว้าง เปี่ยมด้วยความโกรธและดูแคลน
