“หึ ๆ...”
มหาจักรพรรดิถานไถได้ยินดังนั้น มุมปากก็เผยรอยยิ้มขมขื่นเจือความเศร้าสร้อย ก่อนเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ ข้ารู้ว่าในใจท่านขุ่นเคืองข้า คิดว่าข้าเป็นคนทำลายหนทางแห่งเต๋าของท่าน แต่ข้าคิดหาหนทางช่วยท่านด้วยใจจริงมาโดยตลอด!”
“ช่วยข้าด้วยใจจริงหรือ?”
“หากเจ้าคิดช่วยข้าจริง เหตุใดไม่ไปหาโอสถเซียนอมตะในเขตหวงห้ามมาสักต้น เพื่อช่วยต่ออายุข้าเล่า?”
หลิ่วหรูเยียนแสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียม กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
“ศิษย์พี่เอ๋ย ศิษย์พี่ ข้าใช่ว่าไม่เคยคิดจะไปหาโอสถเซียนอมตะมาช่วยท่าน เพียงแต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการบำเพ็ญของข้า หากบุ่มบ่ามเข้าไปในเขตหวงห้ามย่อมเสี่ยงเกินไป”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็รับปากท่านแล้วว่า หลังจากผ่านนิพพานในครั้งนี้สำเร็จ ข้าจะไปตามหาโอสถเซียนอมตะในเขตหวงห้ามให้ท่าน!”
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านั้น หลิ่วหรูเยียนกลับหัวเราะเยาะไม่หยุด
นางมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา แล้วกล่าวอย่างไร้ความรู้สึกว่า “หึ พูดได้ไพเราะนัก มิใช่เพราะเจ้ากลัวตาย ไม่กล้าเสี่ยงหรอกหรือ!”
“กว่าที่เจ้าจะผ่านนิพพานสำเร็จ ข้าอาจเหลือเพียงกระดูกแห้ง ๆ ไปแล้ว แล้วข้าจะรอถึงตอนนั้นได้อย่างไร”
“เพราะฉะนั้น หากเจ้าอยากให้ข้ามีชีวิตต่อจริง ๆ ก็คืนชีวิตของเจ้ามาให้ข้าก็พอ”
หลิ่วหรูเยียนกล่าวทีละคำด้วยสีหน้าเย็นชา “เมื่อได้ต้นกำเนิดมหาจักรพรรดิของเจ้า ข้าก็จะพิสูจน์มรรคาบรรลุเป็นจักรพรรดิ และมีชีวิตใหม่อีกครั้ง บุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้าจึงจะชดใช้ได้หมดสิ้น”
ขณะกล่าว ดวงตาของหลิ่วหรูเยียนก็เปี่ยมด้วยความเฉียบคม กดดันอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
