แม้เซี่ยหานอีจะได้รับความช่วยเหลือจากมหาจักรพรรดิเทียนอวี่ แต่เมื่อเย่เฉินมีสมบัติวิเศษเสวียนเทียนสองชิ้นหนุนเสริม นางก็เริ่มรู้สึกว่าต้านทานไม่ไหว
กระบี่ของนางเริ่มฟาดฟันอย่างสะเปะสะปะ ฝีเท้าก็เซถลาเล็กน้อย อาภรณ์บนกายถูกพลังแห่งดวงดาวกรีดขาด เผยให้เห็นรอยเลือดเป็นทาง ๆ
“เหตุใดพลังของเย่เฉินจึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้? ข้าไม่ใช่คู่มือของเขาเลย!”
เซี่ยหานอีได้แต่คร่ำครวญในใจ นางไม่คิดเลยว่าทั้งที่ได้รับความช่วยเหลือจากบรรพชนแล้ว ก็ยังไม่อาจเอาชนะเย่เฉินได้ หากต้องสู้ด้วยกำลังของตนเพียงลำพัง เกรงว่าคงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว
ชั่วขณะนั้น นางทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากมหาจักรพรรดิเทียนอวี่
“บรรพชน ข้าใกล้จะต้านไม่ไหวแล้ว ทำอย่างไรดี?”
“อย่าเพิ่งร้อนใจ บรรพชนมีวิธีอยู่! เจ้าหาทางถ่วงเขาไว้ก่อน บรรพชนจะใช้เคล็ดวิชาลับให้เขาได้ลิ้มรสความร้ายกาจเดี๋ยวนี้!”
เสียงของมหาจักรพรรดิเทียนอวี่ดังขึ้นในห้วงจิตของนาง แฝงความลึกลับและความมั่นใจอยู่เล็กน้อย
จากนั้นก็เห็นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งออกจากหยกพก ตรงเข้าใส่เย่เฉิน
แสงสีดำสายนี้แฝงพลังอันแข็งแกร่ง ราวกับสามารถกลืนกินทุกสิ่งได้
มันรวดเร็วอย่างยิ่ง เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าเย่เฉิน
เย่เฉินสะดุ้งในใจ รู้สึกเพียงว่าแสงสีดำนั้นหอบเอาแรงกดดันประหนึ่งทำลายฟ้าดิน พุ่งทะลักเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด พลังแห่งกฎเกณฑ์ภายในนั้นพลุ่งพล่านคำราม ราวกับจะบดขยี้กฎทั้งปวงรอบกายเขาให้แหลกละเอียด
พลังแห่งกฎเกณฑ์นี้ทรงอำนาจเกินจินตนาการ ราวกับเป็นผู้ปกครองสูงส่งที่ครอบครองอำนาจเหนือสรรพสิ่งในโลกอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้ผู้ใดขัดขืน
