ตอนเฉินต้าซานออกจากหมู่บ้าน กลุ่มคนเก็บหัวบุกที่จับกลุ่มกันสามถึงห้าคนก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านรอบ ๆ แล้ว
ในยุคนี้ แต่ละครอบครัวมีพี่น้องมากมาย พอมีธุระอะไรก็มักยกกันไปทั้งบ้าน คนที่ลุยเดี่ยวอย่างเขาจึงมีน้อยเหลือเกิน
มองกลุ่มคนที่พูดคุยหัวเราะร่าและเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เฉินต้าซานเงยหน้ามองภูเขาสูงที่อยู่ไกลออกไป ปกคลุมด้วยหมอกเมฆจนดวงตาเริ่มแดงเรื่อ
ลึกเข้าไปในภูเขาลูกนั้นมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อหมู่บ้านหานหลิ่ง!
เฉินกุ้ยฮวา พี่สาวของเฉินต้าซาน แต่งงานไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังสาว
“คราวนี้กลับจากตัวอำเภอแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องแวะไปเยี่ยมพี่สาวก่อน!”
แววตาเฉินต้าซานเต็มไปด้วยความคิดถึง เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แล้วยังต้องซื้อของไปฝากให้เยอะหน่อย จะปล่อยให้คนบ้านสามีดูถูกพี่ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด...”
เฉาชิ่งเฟิงพี่เขยของเขาเป็นคนตอนหมู เชี่ยวชาญการทำหมันสัตว์เลี้ยง แถมยังพอรู้วิชาสัตวแพทย์อยู่บ้าง
ฝีมืออย่างนี้ไม่ใช่แค่ในยุคนี้เท่านั้น ต่อให้ผ่านไปอีกหลายสิบปี ในชนบทก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ดี
ทุกวันนี้บ้านเกษตรกรหลายครอบครัวยังเลี้ยง “หมูตามโควตา” ที่ได้รับจัดสรรจากส่วนรวม
แม้จะไปเชิญเฉาชิ่งเฟิงให้ตอนหมูหรือรักษาสัตว์ให้ แล้วไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินสด แต่ก็ไม่มีใครไปมือเปล่า
พอเชิญเขาไปถึงบ้าน ทุกคนก็ปฏิบัติต่อเขาราวกับแขกคนสำคัญ จัดเหล้าอย่างดีและอาหารเต็มโต๊ะมาต้อนรับอย่างอบอุ่น
เพราะอย่างนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเฉาชิ่งเฟิงจึงถือว่าค่อนข้างมั่งคั่ง
หลี่ซินติ่งไม่ได้หวังดีถึงขั้นตั้งใจหาครอบครัวดี ๆ ให้เฉินกุ้ยฮวา
ตอนเฉาชิ่งเฟิงมาสู่ขอ เขาแค่หิ้วข้าวสารมาถุงหนึ่ง เนื้อหมูสิบกว่าจินกับเหล้าดีอีกสองขวดมาให้
ต่อมาเขายังกัดฟันให้สินสอดอีก 30 หยวน การแต่งงานครั้งนี้ถึงได้ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะ
